Experimenting with embedding videos

I’ve seen other blogs put up videos from youtube, so I’m going to try one myself. I found this video while browsing on the youtube contests, in the Best Comedy section. I think some viewers may not find it funny, but personally, I thought it was hilarious.
 
Special Agent Tom Rogers must get his daughter back.
 
 
 
Advertisements

ทำไมคนเราต้องตกหลุมรัก?

 
หลายคนอาจจะเคยถามคำถามนี้กับตัวเองมาแล้ว ผมเองก็สงสัย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าถ้ารักก็มีสิทธิเจ็บ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ แต่ผมก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี ทำไมคนเราต้องตกหลุมรักด้วย(วะ)?
 
มีวันนึงนั่งคิดไปคิดมาเล่น ๆ ผมก็คิดได้คำตอบอย่างหนึ่ง (ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ทุกคนนึกถึงอยู่)
 
ก่อนอื่นลองมาถามคำถามที่ง่ายขึ้นก่อนละกัน เพื่อหาแนวทางที่จะนำไปสู่คำตอบ
มีใครเคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้ชายถึงชอบผุ้หญิงที่หน้าอกใหญ่? เหตุผลในความคิดผมคือ เพราะว่าผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่มีความน่าจะเป็นที่จะมีนมแม่มากกว่า ทำให้เพิ่มความน่าจะเป็นที่ลูกจะมีนมแม่กินอย่างพอเพียง
 
ถึงจุดนี้อาจจะมีคนคิดว่าเรื่องนมแม่ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง เพราะว่าผู้ชายตอนดูผู้หญิงไม่เห็นจะมีใครคิดใกลข้ามช็อตไปถึงตอนมีลูกซักคน(รวมถึงผมด้วย) ถึงแม้ผุ้ชายจะไม่ได้ตั้งใจคิดไตร่ตรองถึงตอนมีลูก ความอยู่รอดของลูกก็น่าจะมีส่วนทำให้มนุษย์พัฒนานิสัยที่เลือกหน้าอกใหญ่ขึ้นมาด้วยกระบวนการวิวัฒนาการ
 
ลองมาทำการทดลองด้วยความคิด (ไม่รู้จะแปล thought experiment ว่าไงดี) ซักอัน
สมมุติว่าเมื่อซักล้านปีที่แล้ว มนุษย์ดึกดำบรรพ์พวกนั้นยังไม่มีนิสัยที่ชอบคนหน้าอกใหญ่ อยู่ดี ๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็เกิดมีนิสัยชอบคนหน้าอกใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย (ไม่สนใจว่าอะไรทำให้เกิดนิสัยนี้ ดูแต่ผลเป็นพอ) ลูกของเขาก็มีความน่าจะเป็นที่จะอยู่รอดมากขึ้นเมื่อเทียบกับคนปกติในเผ่า เพราะมีความน่าจะเป็นที่จะได้กินนมแม่มากขึ้น ซึ่งลูก ๆ เหล่านี้ก็มีความน่าจะเป็นที่จะมียีนนิสัยนี้อยู่และจะสืบทอดนิสัยนี้ต่อให้ลูกของตน
 
ลูก ๆ ที่มีความได้เปรียบเชิงวิวัฒนาการเช่นนี้ก็จะขยายจำนวนได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีนิสัยนี้ เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร(เป็นพันเป็นหมื่นรุ่น) ผู้ชายเกือบทั้งเผ่าก็จะมียีนนิสัยนี้อยุ่ ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกผู้ชายคนแรกนั้นไม่ได้มีความตั้งใจที่จะมีนิสัยนี้เลย สรุปก็คือผู้ชายปัจจุบันมีนิสัยนี้เพราะว่านิสัยนี้ทำให้เกิดความได้เปรียบเวลาสืบพันธุ์(คือเพิ่มโอกาสรอดของลูก)
 
คราวนี้กลับมาที่คำถามอันแรกเดิม ก็ต้องมามองว่าความรัก(เชิงหนุ่มสาว)ทำให้เกิดความได้เปรียบอะไร?
ก่อนที่จะตอบคำถามนั้นได้ ก็ต้องกำหนดนิยามของความรักก่อน ถ้าถามคนพันคนก็จะได้นิยามพันอย่าง ในที่นี้ผมขอกำหนดนิยามความรักของผมว่า ความรักคือความรุ้สึกผูกพันเป็นพิเศษที่มีต่อคนคนหนึ่ง อยากที่จะทำทุกอย่างเพื่อคนนั้นโดยพร้อมที่จะมองข้ามข้อเสียบางอย่างในตัวเขา (ความรักทำให้คนตาบอด) ทุกคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับนิยามนี้ก็ได้ ผมแค่ใช้นิยามนี้มาคิดเฉย ๆ
 
ความรู้สึกรักผูกพันคนคนหนึ่ง น่าจะทำให้เกิดความได้เปรียบในเชิงคล้าย ๆ กับนิสัยชอบหน้าอกใหญ่ ซึ่งก็คือการทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูลูก(ซึ่งมีผลไปเพิ่มโอกาสอยู่รอดของลูก)  มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีช่วงความเป็นเด็กนานเมื่อเทียบกับสัตว์อื่น ๆ  ในช่วงนี้ถ้ามีผู้ปกครองสองคนคอยดูแล ก็จะมีความน่าจะเป็นที่จะอยู่รอดมากขึ้นเมื่อเทียบกับเด็กที่มีแม่คนเดียว (คือพ่อไม่มีความรู้สึกรักผูกพันกับแม่)
 
อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องการมองข้ามข้อเสียบางอย่างในคนที่รัก ลองสมมุติคนขึ้นมาสองคน คนแรกมีนิสัยที่จะพยายามหาคุ่ที่เพอร์เฟคที่สุดเท่าที่จะหาได้ อีกคนหนึ่งมีนิสัยที่เมื่อเขาเจอคนที่เข้าขั้นในระดับหนึ่ง เขาก็จะพอใจ และสร้างความรู้สึกผูกพันกับคนนั้นได้ทั้ง ๆ ที่คนนั้นอาจจะมีข้อเสียบางอย่าง เมื่อเปรียบเทียบสองคนนี้ แน่นอนคนที่สองย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการสืบพันธ์และเลี้ยงลูกมากกว่า สรุปคือความรักทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงวิวัฒนาการ จากในตอนแรกในอดีตกาลเริ่มจากบังเอิญมีความรู้สึกผูกพัน แล้วเมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นความรักในนิสัยมนุษย์ปัจจุบันในที่สุด
 
แต่เมื่อมองจากอีกมุมหนึ่ง ก็อาจจะมีคนสงสัยว่า ถ้าความรักเดียวใจเดียวทำให้ได้เปรียบขนาดนี้ ทำไมผู้ชายเจ้าชู้ถึงยังมีอยู่(เต็มไปหมด)?
คำตอบก็คือ ความรักเดียวใจเดียวเป็นเพียงแท็กติกหนึ่งที่เพิ่มประสิทธิภาพในการสืบพันธุ์ ความเจ้าชู้ก็เป็นอีกแท็กติกหนึ่ง ถ้าเปรียบการมีลูก(ที่จะอยู่รอดไปสืบพันธุ์ต่อ)เป็นการถูกล็อตเตอรี่ ความรักเดียวใจเดียวก็เปรียบได้กับการพยายามเพิ่มโอกาสถูกรางวัลของตั๋วทีละใบ และความเจ้าชู้ก็เหมือนการกว้านซื้อทีละหลาย ๆ ใบ (โดยไม่สนใจโอกาสถูกของตั๋วแต่ละใบ) ทั้งสองแท็กติกต่างก็มีประสิทธิภาพ มันก็เลยสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
 
ไม่ว่าความรักจะมีต้นตอจากไหน อย่างไร ตอนนี้ความรักก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยมนุษย์ไปแล้ว (ความเจ้าชู้ก็เหมือนกัน)  การสืบสาวต้นตอของความรักไม่ได้ทำให้ความสวยงามของมันลดลงไป แต่ทำให้เราได้มองความรักในมุมมองใหม่ ต้องขอขอบคุณบรรพบุรุษของมนุษย์ในหลาย ๆ ล้านปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับความรักในวันนี้
 
(บอกแล้วว่าคำตอบอาจจะไม่ใช่แบบที่ทุกคนนึกอยู่)

Teaching Thai

My last exam actually finished around the middle of February, but I got back to Thailand in March. In the 2 weeks in between, I found a part-time job (actually it found me) teaching Thai. A professor named Don Maybin (a Canadian) at Shonan University runs a short-term foreign language course a few times every year, and this time he was looking for a Thai teacher. He knew Maria, a friend of mine from JLC, who told Moe, but he wanted to go back to Thailand right away after the exams, so I took the job in his place.
 
Don Maybin’s teaching technique is one of the most effective methods for studying foreign languages that I’ve seen. A course is usually around 12 – 15 hours long spread over a period no longer than 2 weeks. After the course, the students immediately travel to that language’s native country and do a few on-site tests. In this Thai course, I taught for 8 days, 1 to 1.5 hours each day, and the students actually got on a plane to Thailand on the last day of the course. At first, I didn’t think that 8 days would be enough to teach anything in Thai, so I was really surprised by the students’ progress at the end.
 
In a normal foreign language course, you would start with Chapter 1 "Introducing Yourself", then after finishing that, go on to Chapter 2 "Numbers", for example. Then you would go to the next chapter after finishing the present one. When you get to chapter 10, you would have forgotten most of the materials in chapter 1. With Don Maybin’s technique, you study a little bit of every chapter every day. For example, just a few words about your name and country. Then you move on to the first 6 digits. Then you go on to Transportation, Hotels, Food and other stuff. It takes only about 5 minutes for each chapter. Then in the next day, you review the old material in the chapter, then introduce new material in that chapter, then go through every chapter in the same way.
 
No more than 6 new words are introduced in each chapter each day, because that is probably the limit. In Don’s experience, when he tried with 7, the students had a harder time following the lesson. For example, in the chapter on Places, I started with a toilet, a pharmacy, a hospital, a market, a hotel, and a train station on the first day. Then on the second day, I reviewed the first six words before introducing six new words.
 
When teaching new vocabulary, using pictures makes it easier to remember the words. I put out the pictures of the 6 new words, point at each one in turn while saying the word in Thai. After repeating that a few times, I say a word randomly and have the students point at the picture. Apart from the vocab, there are a few key phrases, such as "Where is …", "Please give me…", "What do you call this in Thai?", and "How much?". For a student to be able to say these phrases, they have to get used to hearing them first, which means that I have to repeat these phrases hundreds of times. For example, after saying words at random and having the students point to it, I then say "Where is the toilet?"(for example), and even though I don’t explain the phrase, the students understood the meaning from the context. Of course, the whole lesson was done entirely in Thai as to immerse the students as much as possible and not break their concentration by switching back and forth between languages all the time.
 
This was a very fun experience, the students were really nice and eager to learn (sadly, it was an all-male group), and I learned a very effective method for teaching Thai. Although it was very tiring (imagine talking non-stop for 1.5 or sometimes even 3 hours, and the 2 hour long commute didn’t help either) , I enjoyed this course very much and I hope Don Maybin will invite me to teach the next one.