ใบไม้กับความรักในโตได

 
เคยมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องตำนานหนึ่งในโตได จริง ๆ ก็ไม่เชิงตำนาน แต่ออกไปคล้ายเรื่องที่เล่ากันในเตรียมฯว่า ถ้าใครเห็นเต่าในสระน้ำจะเอนท์ไม่ติด เรื่องของที่โตไดมีอยู่ว่า ถ้าใครยังหาแฟนไม่ได้ก่อนใบไม้ของต้นแปะก้วยในมหาลัยร่วงหมด คนคนนั้นจะไม่มีแฟนไปตลอดสี่ปีที่อยู่มหาลัยนี้
 
ตามที่จริงผมก็ไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้อย่างจริงจังอยู่แล้ว ตอนอยู่เตรียมฯก็เห็นเต่าไปหลายรอบ แต่คิดไปคิดมาตำนานนี้อาจจะมีมูลความจริงอยู่ก็ได้ ที่นี่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีและเริ่มร่วงตอนเดือนตุลาคม พอถึงปีใหม่ก็แทบจะไม่มีใบไม้เหลือแล้ว (มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) ตั้งแต่เปิดเทอมเดือนเมษายนไปจนจบปีแรก เป็นช่วงที่ทุกคนต้องเข้ามาอยู่ในสภาวะใหม่เหมือน ๆ กัน ทำให้สามารถสร้างความสัมพันธ์กันได้โดยง่าย เมื่อขึ้นปีสูง ๆ ไปก็อาจจะมีโอกาสน้อยลง ไม่ว่าจะเนื่องด้วยเรียนหนักขึ้นหรืออะไรก็ตาม
 
ผมจำได้ว่าตอนประมาณสิ้นปีที่แล้ว เพื่อนมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ตอนนั้นก็ได้ข้อสรุปอย่างนี้ เลยตกใจใหญ่ รีบเพิ่มความพยายามในการหาแฟนเป็นการด่วน (จริง ๆ ก็พยายามหามานานเหมือนกัน) แต่ในที่สุดต้นไม้ในโตไดก็สละใบหมดแล้ว แต่ผมก็ยังไม่พบความรักเลย
 
หลังจากนั้นมาผมก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องตำนานนี้ จริง ๆ เกือบลืมไปแล้วว่าเคยมีคนเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แล้วอะไรทำให้ผมกลับมานึกถึงเรื่องนี้อีกรอบล่ะ?
 
มันเป็นเพราะว่าวันนี้ผมไปมหาลัย เดินไปตามทางเดินที่มีต้นแปะก้วยอยู่สองข้างทาง อันที่จริงเปิดเทอมมาประมาณอาทิตย์หนึ่งแล้ว แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตว่าต้นไม้ที่โตไดผลิใบเขียวชอุ่มอยู่ทุกต้นเลย
 
มันทำให้ผมคิดว่าบางทีตำนานนี้อาจจะแฝงข้อคิดอยู่ก็ได้ ใบไม้มันไม่ได้ร่วงแล้วหายไปเลย มันร่วงแล้วก็งอกใหม่ทุก ๆ ปี คนที่ผิดหวังไปแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีโอกาสใหม่ คนที่ยังไม่เจอความรัก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจอไปตลอด ความหวังยังมีอยู่ เหมือนใบไม้ที่งอกใหม่อยู่เรื่อย ๆ
 
ผมก็คงจะพยายามหาต่อไป ไม่ว่าต้องรอใบไม้ร่วงอีกกี่รอบ สักวันคงจะเจอ
 
หวังว่านะ …..
Advertisements

ความงมงายของคนไทย

 
ทนไม่ไหวแล้ว ผมทนไมไหวแล้วจริง ๆ กับความโง่งี่เง่างมงายโคตรงั่งเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ของคนไทย
 
นี่คือข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์เมื่อวาน
"CNS members visit renowned fortune teller"
"สมาชิกคมช. ไปพบกับโหรชื่อดัง"
ในเนื้อความของข่าว ก็มีอธิบายว่าโหรคนนี้เป็นร่างทรงของฤาษีซักคน และเป็นโหรประจำของพล.อ.สนธิ
 
นี่มันคืออะไร??? ผู้นำประเทศ ผู้ที่กำหนดนโยบายและชะตากรรมของประเทศ ไปขอคำปรึกษาจากร่างทรง จะมีอะไรที่โง่งี่เง่างมงายกว่านี้อีกไหม? นี่ไม่ใช่กรณีแรกและก็คงจะไม่ใช่กรณีสุดท้ายด้วย คราวหน้าจะทำอะไรอีกล่ะ?
"คมช.สั่งให้กุมารทองติดตามพฤติกรรมทักษิน"
"คมช.ไปขูดเลขจากวัวสองหัว"
"คมช.ไปปรึกษามนุษย์ต่างดาวในร่างคน"
พาดหัวข่าวที่ผมคิดขึ้นมาเล่น ๆ 3 อันนี้ ไม่แตกต่างกับพาดหัวข่าวของจริงเลย มันคือความงมงายพอ ๆ กัน
 
แล้วอะไรเป็นตัวแบ่งแยกระหว่างความจริงกับความงมงายล่ะ? คำตอบมีอยู่อย่างเดียว คือคำว่า "หลักฐาน" มีคำพูดหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ขื่อดัง Carl Sagan ว่า
 
"Extraordinary claims require extraodinary evidence."
"ยิ่งเรื่องไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีหลักฐานมากขึ้นเท่านั้น"
 
สำหรับเรื่องโหรทำนายอนาคตเนี่ย เพียงแค่บอกว่า"เขาเคยทำนายถูกมาก่อน"มันไม่พอ ต้องไม่ลืมว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะจำแต่คำทำนายที่ถูก และจะไม่จำสิ่งที่ทายผิด ถ้าจะให้ผมเชื่อโหราศาสตร์ก็ต้องทำมากกว่านี้ เช่นทำการทดลองโดยการบันทึกคำทำนายทุกคำ แล้วมาเปรียบเทียบกับผลภายหลัง รวมทั้งหาขอบเขตของความสามารถในการทำนายโดยการขอให้ทำนายเรื่องในหลาย ๆ หัวข้อ มีอีกการทดลองที่ทำได้ง่ายมากคือหาลูกเต๋ามา 1 ลูก ถามโหรก่อนทอยว่าลูกเต๋าจะออกหน้าไหน แล้วก็ทอยแล้วบันทึกผล ทำซ้ำซัก 1000 ครั้ง ถ้าจำนวนครั้งการทายถูกนั้นมากกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเดา(1/6)อย่างเห็นได้ชัด ก็ค่อยน่าเชื่อถือหน่อย
 
ถ้าพิสูจน์ได้จริงว่าสามารถทำนายอนาคตได้ แน่นอนเรื่องนี้ต้องเป็นข่าวใหญ่มาก เพราะว่าการนำข้อมูลมาจากอนาคตนั้น ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดเคยทำได้มาก่อน คนที่ทำได้คนแรกคงได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์อย่างแน่นอน ผมขอแนะนำให้ท่านโหรร่างทรงรีบติดต่อคณะกรรมการโนเบลโดยด่วน ก่อนที่โหรคนอื่นจะชิงรางวัลไปเสียก่อน
 
นอกจากเรื่องเข้าทรงแล้ว ยังมีความเชื่องมงายอีกหลายอย่าง ซึ่งผมจะยกตัวอย่างมาซัก 2 อย่างพร้อมกับวิเคราะห์พวกความเชื่อนี้ด้วยวิทยาศาสตร์
 
1.เมื่อผมกลับมาเมืองไทยรอบนี้ ผมก็ได้ยินข่าวของดังที่กำลังเห่ออย่างมาก ของสิ่งนั้นคือ"หินทิเบต" หลังจากได้ยินสรรพคุณของมันมามาก ผมเลยไปค้นคว้ามาเล็กน้อยเกี่ยวกับคุณสมบัติของมัน ข้อมูลต่อไปนี้ได้มาจากเวบไซต์และหนังสือต่าง ๆ เกี่ยวกับหินทิเบต
 
-หินทิเบตปล่อยสนามแม่เหล็กออกมา ทำให้เวลาใส่แล้วจะช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น
 มีใครจำได้บ้างว่าปีที่แล้วก็มีข่าวออกมาว่า โทรศัพท์มือถือปล่อยสนามแม่เหล็ก ซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งในสมองถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ว่าตอนนี้กลับกลายเป็นอยากใส่ไว้ใกล้ตัว? ทำไมไม่เอาแม่เหล็กผูกคอเลยล่ะ เพื่อให้ได้สนามแม่เหล็กสมใจ
อีกอย่าง สนามแม่เหล็กจะทำให้เกิดแรงกับอนุภาคทางไฟฟ้าเท่านั้น โดยเป็นไปตามกฎ F = qv X B ถึงแม้เลือดจะมีประจุไฟฟ้าพอ(ซึ่งผมคิดว่าไม่) ทิศของแรงก็จะตั้งฉากกับทิศของความเร็วของเลือด ทำให้ไม่มีผลทำให้การใหลเวียนของเลือดดีขึ้น
 
-หินทิเบตมีค่าสนามแม่เหล็กสูงถึง 17 วัตต์
สนามแม่เหล็กบ้านใครวัดเป็นวัตต์วะ? มันมีแต่หน่วย tesla (T) สำหรับสนามแม่เหล็ก หรือไม่ก็แอมแปร์ต่อเมตรสำหรับความเป็นแม่เหล็ก
 
-สามารถเพิ่มพลังของหินทิเบตได้โดยการนำไปตากแสงจันทร์ในคืนขึ้น 15 ค่ำ
ถ้าคิดดูดี ๆ แสงจันทร์มันไม่ต่างกับแสงอาทิตย์เลย เพราะมันก็คือโฟตอนจากพระอาทิตย์ที่ไปสะท้อนดวงจันทร์ก่อนมาถึงโลก แค่นั้นเอง มันก็คือโฟตอนเหมือน ๆ กัน โฟตอนวันขึ้น 15 ค่ำมันก็เหมือนโฟตอนทุก ๆ วันน่ะแหละ คนที่บอกว่าแสงจันทร์วันขึ้น 15 ค่ำแตกต่างจากวันอื่น ๆ เป็นคนที่ไร้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง
 
2.เรื่องโหราศาสตร์ ที่มีการถามวันเกิด แล้วทำนายชะตาชีวิตจากวันเกิด ถ้าใช้สถิติศาสตร์คิดดูก็จะพบว่าไร้สาระขนาดไหน
ถ้าเป็นพวกทำนายตามราศีหรือปีนักขัตร คือมีการแบ่งคนเป็น 12 กลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะมีคนโดยเฉลี่ย 500ล้านคน (สมมุติว่าประชากรโลกมี 6000ล้านคน) มันเป็นไปไม่ได้ที่คำทำนายอันไดอันหนึ่งจะตรงกับคน 500ล้านคนอยู่แล้ว
 
ถ้าดีกว่านั้นหน่อย เป็นโหรที่ถามวันเกิดด้วย ก็จะเป็นการแบ่งคนเป็น 12 x 365 = 4380 กลุ่ม ทำให้แต่ละกลุ่มมีคนโดยเฉลี่ย 1ล้าน4แสนคน
ต่อให้โหรถามเวลาเกิดละเอียดเป็นวินาที ก็จะกลายเป็น 12 x 365 x 24 x 60 x 60 = 378,432,000 กลุ่ม โดยที่แต่ละกลุ่มมีอยู่ 15 คนโดยเฉลี่ย คือแปลว่าในโลกนี้มีคนที่มีข้อมูลวันเวลาเกิดเหมือนเราอยู่ประมาณ 15 คนโดยเฉลี่ย
 
ถ้าสมมุติว่าคำทำนายอันหนึ่ง (เช่น "คุณจะประสบความสำเร็จ") เป็นคำทำนายเกี่ยวกับสถานภาพ 2 สถานภาพ (คนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ล้มเหลว) โอกาสที่คนทั้ง 15 คนที่มีข้อมูลวันเวลาเกิดเหมือนเรา จะอยู่ในสถานภาพเดียวกับเราตามที่โหรทำนาย คือ 1/2 ยกกำลัง 15 ซึ่งก็คือ 1 ใน 32768 หรือ 0.003%
 
สรุปคือการทำนายอะไรก็ตามจากข้อมูลวันเกิด (นี่ขนาดต่อให้ใช้ถึงวินาทีเกิดเลยนะเนี่ย) เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมีคนที่มีข้อมุลวันเกิดเหมือนกับเราอยู่อีกหลายคนในโลกนี้ ต้องให้โหรถามเวลาเกิดด้วยความละเอียด 0.1 วินาทีเป็นอย่างน้อยก่อน ถึงค่อยน่าเชื่อถือ