ความรู้สึกที่ไม่ต้องการเหตุผล

พักหลังนี้ผมได้ยินคำพูดที่ประทับใจหลาย ๆ ประโยค อย่างแรก เป็นท่อนหนึ่งจากเพลง 永久にともに ของ コブクロ (ได้เป็นของขวัญวันเกิด ขอบคุณมากนะเมย์)

共に歩き 共に探し 共に笑い 共に誓い

共に感じ 共に選び 共に泣き 共に背負い

共に抱き 共に迷い 共に築き 共に願い

เดินไปด้วยกัน ตามหาด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน สัญญาต่อกัน

รู้สึกพร้อมกัน เลือกทางด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ลำบากด้วยกัน

โอบกอดกัน หลงทางด้วยกัน สร้างรักด้วยกัน วาดฝันด้วยกัน

ฟังเพลงท่อนนี้ทีไรก็ทำให้รู้สึกถึงความว่างเปล่าในส่วนหนึ่งของชีวิต(เวอร์ไปนิด) จริง ๆ แล้วมันสะกิดใจให้นึกถึงความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ต้องการสร้างความผูกพันกับใครสักคน ที่ต้องการมีคนพิเศษที่จะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ในความคิดผม ความรักเป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องการเหตุผล แค่รู้สึกว่าคนนี้เป็นคนพิเศษ เวลาอยู่กับคนนี้แล้วมีความสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

 

ประโยคประทับใจอีกประโยคหนึ่งมาจากละครที่ดูอยู่ตอนนี้ เรื่องファーストキス (ขอนอกเรื่องเล็กน้อย ดารานำ井上真央น่ารักมาก ๆๆๆขั้นแมกซ์ แนะนำให้ดูเรื่องนี้) ในตอนนึง พี่ชายกำลังให้คำแนะนำน้องสาวในเรื่องความรัก พี่ชายก็บอกว่า

恋は恥ずかしいことじゃないんだぞ。

ความรักไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอะไรเลยนะ

คิดไปคิดมา ในเมื่อทุกคนก็ย่อมเคยมีความรู้สึกรัก มันก็ไม่น่าจะอายตรงไหน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ มันก็อายอยู่ดีแหละ หวังว่าสักวันผมคงจะรวบรวมความกล้าได้

 

เมื่อไม่นานมานี้มีคนถามผมว่า ผมเปลี่ยนไปหรือเปล่าหลังจากผ่านความรัก(ที่ไม่ประสบความสำเร็จ) ตอนนั้นผมก็ตอบไปว่า ไม่เห็นจะรู้สึกว่าเปลี่ยนไปตรงไหนเลย แต่พอมาคิดดี ๆ แล้ว ผมคิดว่าเปลี่ยนไปเรื่องหนึง คือเปลี่ยนไปในทางที่ว่า ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเมื่อเทียบกับแต่ก่อน เช่น

1.ความแตกต่างระหว่างความรักกับความหลง หรืออย่างน้อยก็ใด้รู้ว่ามีความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้

2.การพยายามหารักใหม่ทันทีหลังอกหัก อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะต้องการคนมาแทนที่เท่าไหร่ก็ตาม

3.ได้รู้ข้อเสียของตัวเองอย่างหนึ่ง คือการเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงออกด้วยการให้ มารู้สึกตัวหลังจากได้คุยกับรุ่นน้องคนหนึ่ง คือน้องคนนี้เขาเทกแคร์ คอยให้ของขวัญคนที่เขาแอบชอบมาตลอด น้องเขาก็ให้คำแนะนำว่า

"ถ้าอยากทำอะไรให้ ก็ทำ ไม่เห็นต้องคิดอะไรเลย"

ก็จริงอย่างที่น้องเขาว่า ไว้ผมจะเก็บไปปรับปรุงตัวเอง

ไปเที่ยวที่คันไซ

    
    เมื่อวานผมเพิ่งกลับมาจากโอซาก้าหลังจากไปเที่ยวมาห้าวัน ทริปนี้ไปกับโมแค่สองคนโดยที่แทบจะไม่ได้วางแผนอะไรเลย ที่ไปนี่คือเพราะว่าเคยตกลงกันเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ว่า “ปิดเทอมนี้ไปเที่ยวฝั่งคันไซกัน” และก็เพราะอยากไปเจอน้อง ๆ พี่ ๆ ที่นั่นแค่นั้นเอง เลยกลายเป็นว่าทริปนี้วางแผนวันต่อวันแบบฉุกละหุกที่สุด มานั่งคิดกันตอนกลางคืนว่า “พรุ่งนี้ทำอะไรดี?” แต่รวม ๆ แล้วก็รู้สึกว่าดี ได้เที่ยว ได้เจอคน ครบถ้วนตามเป้าหมา

วันที่หนึ่ง (15 สิงหาคม) ออกเดินทาง

     ตอนเช้าไปกินข้าวกับไวส์ นิ้งหน่อง โชติ ที่บามิยันใกล้ ๆ ไกได แล้วค่อยไปซื้อตั๋วชิงกันเซน ที่ไม่ได้จองล่วงหน้าก็เพราะว่าตอนโกลเดนวีคปีที่แล้ว ก็เคยซื้อตั๋วก่อนขึ้นได้เลยทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงที่คนเยอะที่สุด ซื้อเสร็จก็ไปหาที่ฆ่าเวลารอโมเรียนไวโอลินเสร็จ ตอนแรกก่อนโมไปเรียนก็ไปนั่งที่ร้านกาแฟที่ชิบูย่า พอซื้อแล้วขึ้นไปนั่งกิน เหลือบไปเห็นคนที่นั่งข้าง ๆ โม หน้าเหมือนเลียห์ ดิซซอน(โมเดลกึ่งดาราที่ดังมากในญี่ปุ่น) มาก ๆๆๆ มากับผู้ชายสองคนที่พูดอังกฤษคล่อง จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตัวจริงรึเปล่า

     หลังจากนั้นก็ไปขึ้นชิงกันเซ็น ปรากฏว่าคนน้อยมาก นั่ง ๆ นอน ๆ ไปสองชั่วโมงก็ถึงโอซาก้าประมาณสามทุ่ม นั่งรถไปบ้านนิ้งหน่องกับพี่เบ้บ กว่าจะถึงก็ดึกแล้วแต่ยังหิวอยู่เลยออกไปกินราเมงใกล้ ๆ บ้าน แล้วกลับมานอน บ้านนิ้งหน่องไม่มีแอร์ มีแต่พัดลมซึ่งนิ้งหน่องอุตส่าห์ยกให้เรากับโมใช้ ถ้าไม่มีพัดลมนั้นก็คงนอนไม่ได้ พอถามพี่เบ้บว่าหน้าร้อนทำไงเวลาไม่มีแอร์ พี่เบ้บก็บอกว่า “ตอนนี้ใช้วิธีซื้อน้ำแข็งมาประทังไปก่อน” สรุปคืนนั้นก็ต้องถอดเสื้อนอน

วันที่สอง ไปโกเบ

     ไปเจอเนี้ยบที่โกเบ เนี้ยบก็พาไปดูอนุสรณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบ เสร็จแล้วก็ไปหาข้าวกินกัน จริง ๆแล้วผมอยากลองกินสเต็กเนื้อโกเบซักที เพราะคราวที่แล้วที่มาก็ไม่ได้กิน แต่พอไปเห็นราคาแต่ละร้าน สุดท้ายก็ควักไม่ไหว เห็นร้านนึงมีสเต็กราคาแปดพัน เลยไปเดินหาของกินที่อื่นต่อ แล้วอยู่ดี ๆ เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้พอเดินผ่านร้านลอตเตอเรีย(เป็นร้านฟาสต์ฟูด) ก็วกเข้าไปกินเฉยเลย สรุปเนื้อโกเบต้องรอรอบหน้า สงสัยต้องมีคนเลี้ยงถึงจะไ้ด้กินมั้ง

     กินเสร็จ นั่งคุยกัน ถามเนี้ยบว่ามีที่เที่ยวอื่นในโกเบรึเปล่า เนี้ยบก็บอกว่า “มี แต่มันไปยุ่งยาก ผมก็เลยไม่เคยไป” ก็เลยกลับโอซาก้ากันตั้งแต่บ่าย แล้วนัดน้องไปร้องคาราโอเกะกัน แต่กว่าจะไปถึงแถว ๆ หอน้องมันก็เย็นแล้ว เลยไปหาข้าวกินกันก่อน ไปกินที่ร้านชื่อโอโช มีเมนูพิเศษเป็นข้าวและราเมนจานยักษ์สำหรับกินสามคน แต่ราคาแค่แปดร้อยห้าสิบ สั่งมากินกันเต็มที่หมดไปแค่คนละประมาณเจ็ดร้อยเอง จากนั้นก็ไปร้องเกะ พี่เปีียกก็มาร้องด้วย ดูเหมือนน้อง ๆ ทุกคนจะรู้จักเพลงญี่ปุ่นมากกว่าผมซะอีก (จริง ๆ ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่) เดี๋ยวปิดเทอมนี้จะหัดร้องเพลงบ้างละ ไว้โกลเดนวีคปีหน้าไปเจอกันอีกรอบ

วันที่สาม ไปยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ แจแปน

     ตอนแรกไม่ได้กะจะไปเที่ยวยุนิเวอร์แซลเลย เพราะเคยไปมาแล้ว แถมเดี๋ยวครอบครัวจะมาเที่ยวตอนเดือนตุลาอีก แต่สุดท้ายก็ไปเพราะว่าคุณพ่อของโอ้ตมา แล้วเขาอยากให้ช่วยพาไปเี่ที่ยว คนที่ไปก็มี ผม โม โอ้ต คุณพ่อโอ้ต นัท ริน และคาโย(คนญี่ปุ่นที่เป็นติวเตอร์ของโอ้ต) ออกกันตั้งแต่เช้าเพื่อให้ไปถึงก่อนสวนสนุกเปิดตอนเก้าโมง

     พอได้เข้าไป กลุ่มเราก็มุ่งตรงไปที่เครื่องเล่นสไปเดอร์แมนทันที ปรากฏว่าต่อแถวแค่ยี่สิบนาทีก็ได้ขึ้นแล้ว (เทียบกับสองชั่วโมงกว่าตอนโกลเดนวีค) เสร็จก็ไปขึ้น Back to the Future ต่อด้วย Backdraft (โชว์ไฟไหม้) แล้วค่อยไปขึ้นจูแรสสิกพาร์ค ซึ่งต่อแถวแค่ชั่วโมงกว่า ได้เล่นเครื่องเล่นสี่อย่างในช่วงเช้าถือว่าึคุ้มมาก กินข้าวเสร็จก็ไปรอดู Water Parade ซึ่งจะสาดน้ำใส่คนที่ดูตามทาง เหมาะกับหน้าร้อนจริง ๆ

     จากนั้นก็ไปขึ้นเครื่องเล่นใหม่ที่คราวที่แล้วยังไม่มี ชื่อ Hollywood Dream : The Ride เป็นโรลเลอร์โคสเตอร์อันใหญ่มาก ตรงข้าง ๆ ตัวรถไม่มีผนัง เลยต้องฝากของและเอาของออกจากกระเป๋าทั้งหมดก่อนขึ้น คนที่ใส่รองเท้าแตะเค้าก็จะมีหน้งสติ๊กให้ เครื่องเล่นนี้มีจุดพิเศษอีกอย่างคือ ที่หลังหัวตรงพนักที่นั่ง จะมีลำโพงเฉพาะคน แล้วเลือกเพลงที่จะเปิดฟังระหว่างนั่งได้ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็ได้ฟังแค่ท่อนต้น ๆ ของเพลง ที่เหลือก็คือได้ยินแต่เสียงร้อง”อ้าาาาาาาาาาาาาาาก”ของตัวเอง ไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงหรอก แถมนัทกับรินที่นั่งข้าง ๆ ยังมาเล่าให้ฟังทีหลังว่าได้ยินผมปล่อยสัตว์เลื้อยคลานออกมาหลายตัว ทััง ๆ ที่ผมจำไม่ได้ว่าร้องว่าอะไรบ้าง

     หลังจากนั้นก็ไปดูจอส์ (เล่นมุขกับคำนี้จนแป้ก) แล้วก็ไปนั่งดู Terminator ซึ่งเป็นห้องเข้าไปนั่ง ดูโชว์สามมิติ พอโชว์จบก็แทบไม่อยากลุก ทุกคนหมดแรกกันหมด ก็เลยไปจองที่เตรียมตัวดูโชว์ปีเตอร์แพน (หรือ พีต้า พัง เวลาคนญี่ปุ่นเรียก) ตอนนั่งดูไม่มีอะไรทำก็ควักไพ่ขึ้นมา แล้วก็เล่นนโปเลียนกันตรงนั้น โชว์ปีเตอร์แพนก็น่ารักดี แต่น่าเสียดายที่ที่พวกเรานั่งดูมันมองไม่ค่อยชัด ต้องไปที่นั่งที่เสียตังเพิ่มถึงจะวิวดี

วันที่สี่ พักผ่อน

     วันนี้ตื่นมาก็บ่ายสองแล้ว นิ้งหน่องก็เข้ามาที่หอน้อง แล้วก็มีการซ้อมกีต้าร์สองตัว กับไวโอลินหนึ่งตัวในห้องเดียวกัน(แล้วคนฟังจะรู้เรื่องไหมเนี่ย) ตอนเย็นก็ไปกินเคเอฟซีบุฟเฟ่ต์ อาหารดังประจำเมืองโอซาก้า ที่มาทุกรอบต้องกินห้ามพลาด (ของดังแท้ ๆ อย่างทะโคะยาิคิยังไม่ได้กินเลย)

     ตอนกลางคืน มานั่งคิดแผนการของวันรุ่งขึ้น โมก็เสนอว่าไม่ต้องไปเที่ยวแล้ว ให้ไปบ้านพี่โจ้กแล้วไปถล่มเครื่องวีที่พี่เขาเพิ่งซื้อมา แต่ผมก็ยังอยากไปเที่ยวอีกซักที่ เพราะว่าไหน ๆ ก็มาถึงฝั่งคันไซแล้ว พี่เปี๊ยกเสนอให้ไปนาราซึ่งผมก็ว่าน่าไป แต่น้องทุกคนพอได้ยินคำว่าวีก็ไม่มีใครอยากออกไปเที่ยว แถมพอผมบอกว่าจะออกซักแปดโมงเช้าก็ยิ่งไม่มีอยากไปด้วย ผมก็เตรียมใจจะไปเที่ยว(หรือว่าไปหลง)คนเดียวแล้ว โชคดีมากที่นิ้งหน่องว่างพอดี แล้วก็ใจดีมากเสนอว่าจะไปเที่ยวเป็นเพื่อน สุดท้ายก็เลยได้ไปนารา

วันที่ห้า ไปนารา

     ออกจากหอแปดโมง นั่งรถไฟไปถึงนาราสิบโมงกว่า ๆ ก็เข้าไปถามที่ Information เพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวมาเลย แต่เขาก็ดีมาก มีแผนที่ให้ พร้อมกับวงกลมวัดที่ควรไปกับเส้นทางเิดินให้ ตอนแรกก็ไปวัดโคฟุคุจิ 興福寺 ต่อด้วย National Museum แล้วค่อยไปวัดโตไดจิ 東大寺 ซึ่งดังที่สุดในนารา (และไม่มีความเกี่ยวข้องกับมหาลัยผม) ในวัดนี้มีพระพุทธรูปองค์โตมาก ที่ทุกวัดจะมีกวางมาเดินเพ่นพ่าน สามารถซื้อเซมเบ้ไปป้อนกวางได้ แต่หลังจากเห็นคนข้างหน้าซื้อมาแล้วโดนกวางรุมล้อม เลยตัดสินใจไม่ซื้อ กวางมันมีกลิ่นตุ ๆ บางทีเดินในวัดแต่กลิ่นกับเหมือนสวนสัตว์

     พอดูโตไดจิเสร็จก็ไปหาที่กินข้าว ตอนนั้นบ่ายโมงกว่า ๆ ก็เลยโทรไปถามโมว่าอยู่ที่ไหนแล้ว เผื่อจะได้นัดเวลาเจอกัน โมตอบว่า “น้อง ๆ ยังตื่นไม่ครบเลย” ผมกับนิ้งหน่องก็เลยไปเดินต่อ ไปดูวัดคะสุกะไทชะ 春日大社 และวัดกันโกจิ 元興寺 สุดท้ายเหนื่อยมากเลยกลับโอซาก้าประมาณสี่โมง กลับมาึถึงก็ไปกินโอโคโนมิยาคิ ก่อนที่จะเข้าไปบ้านพี่โจ้ก ปรากฏว่ากลุ่มผมไปถึงหลังกลุ่มเล่นวีประมาณชั่วโมงกว่า ๆ

     คืนนั้นก็นั่งเล่นวีกันทั้งคืน มีเกมมาริโอที่ไว้สำหรับเล่นสี่คน ต้องคอยเก็บเหรียญ เก็บดาว (เล่นไปเล่นมาก็เรียกเกมนี้ว่าเกมทุนนิยม) แล้วระหว่างเล่นก็จะมีมินิเกมมาให้เล่นแข่งกันสี่คน เกมนี้สนุกมาก เล่นได้ไม่เบื่อ ผมไปนอนประมาณตีสองแต่คนอื่น ๆ ยังเล่นต่อ พี่เปี๊ยกเล่นแล้วติดมาก เล่นเวอร์ชันคนเดียวถึงแปดโมงเช้า พอทุกคนตื่นมาราว ๆ เที่ยงก็เล่นต่ออีกซักพัก ก่อนที่จะออกเดินทางกลับ

ทริปนี้สนุกมาก ๆ เพราะพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ ทุกคน ขอขอบคุณ

โม ที่ชวนเราไปเที่ยวด้วยกัน

นิ้งหน่อง ที่ให้ที่พักคืนแรก และไปเที่ยวเป็นเพื่อนที่นารา

ป้อค ที่ให้นอนในห้องสามคืน

พี่โจ้ค ที่ให้อาศัยที่บ้านคืนสุดท้าย และให้ลองเล่นวี

และน้อง ๆ ทุกคนที่มาเล่นด้วยกัน

ไว้เจอกันอีกโกลเดนวีคปีหน้า