ศาสนา ศีลธรรม และความสำคัญของการคิด

ศาสนากับศ๊ลธรรม สองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ศาสนา คือระบบความเชื่อและการดำเนินชีวิต ที่มีรากฐานบนอะไรบางอย่างเหนือธรรมชาติ(พระเจ้า กฎแห่งกรรม สุริยเทพ มนต์วูดู ฯลฯ ) ที่ไม่สามารถยืนยันได้โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ศาสนามักจะมีศาสดา และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นแก่นของศาสนานั้น ๆ

ศีลธรรม คือระบบแนวคิดเกี่ยวกับความถูกและความผิด สิ่งที่ควรและไม่ควรกระทำ

คนส่วนใหญ่บนโลกนี้ที่นับถือศาสนา เชื่อว่าศาสนาเป็นระบบศีลธรรมที่ถูกต้องและควรปฏิบัติตาม แต่ว่าความเชื่อนี้มีความจริงอยู่เพียงไหน?

แน่นอนว่าในศาสนาต้องมีคำสอนที่ดีอยู่แล้ว ความรักในศาสนาคริสต์ การให้ทานที่เป็นหนึ่งในห้าหลักของศาสนาอิสลาม ความเมตตากรุณาในศาสนาพุทธ และคำสอนอื่น ๆ มีตัวอย่างที่ดีอยู่มากมายในศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าศาสนาไม่ใช่ระบบศีลธรรมที่ดีสมบูรณ์แบบ

ลองมาดูกรณีตัวอย่างกันดีกว่า ในศาสนาอิสลามมีความเชื่อว่า ผู้หญิงควรที่จะคลุมผมและหน้าของตัวเอง ถ้าคิดจากมุมมองของคนที่ไม่ใช่อิสลามแล้ว การคลุมหน้าเป็นสิ่งที่กดขี่สิทธิมนุษยชนมากที่สุดสิ่งหนึ่ง มนุษย์เป็นสัตว์ที่ใช้การแสดงออกทางใบหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร การที่ไปบังคับให้ประชากรครึ่งหนึ่งของกลุ่มความเชื่อนี้ปกปิดหน้าตัวเองอย่างไม่มีทางเลือกนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ป่าเถื่อนมาก (คำค้านที่ว่า "มันเป็นวัฒนธรรมของเขา"นั้นฟังไม่ขึ้น ถ้าสมมุติว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการซื้อขายทาส การเป็นวัฒนธรรมนั้นไม่ทำให้การซื้อขายทาสเป็นสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมาเลย)

จากตัวอย่างนี้(และตัวอย่างทำนองเดียวกันในศาสนาอื่น ๆ ) แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่อยู่ในศาสนาไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงยังเห็นว่าศาสนาเป็นระบบศีลธรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์อยู่?

คำตอบคือ ผู้คนมักจะใช้เหตุผลผิด ๆ ในการอ้างว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ควรเชื่อและทำตาม เช่นเหตุผลที่จะกล่าวต่อไปนี้

1. "ควรทำตาม เพราะว่ามันมีเขียนไว้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์" "ควรทำตาม เพราะผู้นำศาสนาบอกไว้"

เริ่มด้วยเหตุผลมาตรฐานสองเหตุผล ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด วิธีแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของการให้เหตุผลแบบนี้วิธีหนึ่ง คือการลองสร้างศาสนาจินตนาการขึ้นมา ผมขอจินตนาการโดยอ้างอิงเหตุการณ์จริงตามประวัติศาสตร์อันหนึ่ง

สมมุติว่ามีศาสนาหนึ่ง ชื่อศาสนาฮิตเลอร์ มีศาสดาคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ชื่อ Mein Kampf (แปลว่า My Struggle) ส่วนหนึ่งของระบบศีลธรรมของศาสนานี้ ประกอบด้วยความเชื่อที่ว่า คนชาวยิวควรถูกกำจัดทิ้งไปจากโลกนี้ เพราะคนยิวเป็นเชื้อชาติที่ต่ำต้อยที่สุด (ศาสนานี้จริงๆ แล้วก็คือลัทธินาซี ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง)

เห็นได้ชัดว่า เหตุผลที่ว่า "ผมควรฆ่าคนยิว เพราะฮิตเลอร์บอกไว้"นั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น และเราไม่จำเป็นต้องให้ความเคารพใด ๆ ทั้งสิ้นกับความเชื่อแบบนี้

ถึงจุดนี้อาจจะมีคนค้านว่า ศาสนาฮิตเลอร์ไม่ใช่ศาสนาจริง ๆ แต่ผมขอให้นึกดูดี ๆ ว่าคำว่าศาสนาหมายถึงอะไร จะย้อนกลับขึ้นไปดูนิยามของผมข้างบน หรือจะลองนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่เรียนวิชาสังคมในโรงเรียนก็ได้ ศาสนาฮิตเลอร์นั้นมีส่วนประกอบครบเหมือนศาสนาอื่น ๆ ส่วนจุดที่ว่าศาสนาต้องสอนให้คนเป็นคนดีนั้น ขอให้ลองมองจากจุดยืนของสาวกศาสนาฮิตเลอร์ดู สำหรับเขา การฆ่าคนยิวเป็นสิ่งที่ดีเลิศ ควรกระทำ เป็นสิ่งที่ศาสนาเขาสอนไว้ จากมุมมองของเขา ศาสนาฮิตเลอร์มีคำสอนที่ช่วยให้คนเป็นคนดีอยู่ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการเชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือผู้นำศาสนาโดยไม่ยั้งคิดนั้น เป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ (ขอย้ำเพื่อกันการเข้าใจผิด ผมไม่ได้บอกว่าการเชื่อเป็นสิ่งที่ผิด ผมบอกว่าการเชื่อโดยไม่ยั้งคิดเป็นสิ่งที่ผิด)

2. "ควรทำตาม เพราะว่าคนเขาก็เชื่อกันแบบนี้มานานแล้ว" "ควรทำตาม เพราะมีคนทั่วโลกอีกหลายล้านคนที่ทำอยู่เหมือนกัน"

นี่เป็นอีกเหตุผลที่ยอดฮิทอีกสองเหตุผล ลองนำการให้เหตุผลแบบนี้มาใช้กับกรณีตัวอย่างดู ผมขอเลือกใช้เรื่องระบบทาสเพื่อแสดงให้เห็นจุดโหว่ของเหตุผลเหล่านี้

ระบบทาสมีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ และสมัยกรีกโรมัน ถือได้ว่ามีจุดเริ่มต้นก่อนศาสนาหลัก ๆ ในโลกเสียอีก ระบบทาสนั้นเป็นส่วนหลักของระบบเศรษฐกิจในสมัยโบราณ เป็นแรงหลักในการทำเกษตรในหลายพื้นที่ทั่วโลก และการพีระมิดก็ไม่อาจสร้างเสร็จได้ถ้าขาดแรงงานทาสไป ระบบทาสเป็นสิ่งที่มีมานานเป็นพัน ๆ ปี และเพิ่งถูกยกเลิกไปเมื่อสองสามร้อยปีที่ผ่านมา

การใช้เหตุผลที่ว่า "ควรมีระบบทาสต่อไป เพราะคนเขาก็ทำมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว" นั้น เป็นเหตุผลที่ยอมรับไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าการที่ทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้น ไม่ได้ช่วยทำให้สิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูกเลย หรือว่าการที่คนทำกันทั้งโลก ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูก มนุษย์สามารถทำผิดกันเป็นหมู่คณะได้ และสามารถสืบทอดการทำผิดมาเป็นรุ่น ๆ ได้ เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ว่าเขาทำกันมานาน เขาทำกันทุกคน เป็นเหตุผลที่ไม่เพียงพอ

ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตได้ว่า สิ่งที่เหตุผลสี่ข้อที่กล่าวมาข้างบนนี้มีเหมือนกัน คือการลัดขั้นตอนของ"การคิด"ไป การคิดวิเคราะห์ทำให้มนุษย์สามารถหลุดออกจากบ่วงของความเชื่อที่ผิด ๆ ได้ ดังเช่นในกรณีการต่อต้านลัทธินาซี และการเลิกทาส ซึ่งคงไม่เกิดขึ้นถ้าผู้คนที่มีความเชื่อนั้นทุกคนยังเชื่อต่อโดยขาดการยั้งคิด

ตอนนี้เราก็มาถึงสาส์นสำคัญของบทความนี้แล้ว สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวคือ

ไม่ควรมีเรื่องใดในโลกนี้ แม้กระทั่งศาสนา ที่จะได้รับอภิสิทธิ์รอดพ้นจากกระบวนการของการคิดวิเคราะห์

ไม่ควรมีเรื่องใดในโลกนี้ โดยเฉพาะศาสนา ที่จะได้รับความเคารพโดยอัติโนมัติ โดยที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ดี

ขอให้ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามผมสักเรื่องหนึ่ง สมมุติว่าตอนนี้เป็นตอนกลางคืน มืดมิดที่สุด ไร้แสงดาวแสงจันทร์ใด ๆ ทั้งสิ้น คุณมองไม่เห็นอะไรเลย คนที่จะนำทางคุณได้ดีที่สุดตอนนี้ คือคนตาบอด คนตาบอดอาจจะพาคุณเดินลงบ่อ สะดุดหิน หรือเดินชนเสาบ้าง แต่มันก็ดีกว่าไม่มีคนนำทางเลย อย่างไรก็ตาม พอรุ่งเช้าพระอาทิตย์ขึ้น โลกสว่างสดใส มันก็ถึงเวลาที่จะกล่าวคำขอบคุณแก่คนตาบอดคนนั้นที่อุตส่าห์ช่วยนำทางมา แล้วก็แยกไปทางของเรา ที่ตอนนี้เรามองเห็นได้ชัดเจน

ศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในยุคแรกเริ่มของอารยธรรม มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความอยากรู้อยากเห็น และศาสนาเป็นระบบคำอธิบายที่ดีที่สุดที่มนุษย์สมัยนั้นจะสร้างได้ แต่คนยุคนั้นไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ แนวคิดสมัยนั้นจะดีสักเพียงใด ก็ยังถูกจำกัดด้วยความรู้และวิทยาการของยุคสมัย ผู้นำศาสนาสมัยนั้นไม่มีทางรู้หรอก ว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่กว่าที่เขาคิดเพียงไหน ว่าโลกเป็นเพียงหนึ่งในดาวหลายล้านดวง อยู่ในหนึ่งกาแล็กซี่ท่ามกลางหลายล้านกาแล็กซี่ ว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายบนโลกนี้เป็นญาติกันหมดผ่านทางวิวัฒนาการ และว่ายังมีความก้าวหน้าทางความคิดอีกหลาย ๆ อย่างที่เพิ่งเป็นที่ประจักษ์ในยุคปัจจุบัน(อย่าลืม คนเราเพิ่งเลิกทาสเมื่อสองสามร้อยปีที่ผ่านมาเอง) โลกได้เริ่มเข้าสู่ยุคสว่างไสวทางปัญญาแล้ว (ถึงแม้ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มก็ตาม) และการยึดติดศาสนาโดยไม่ยั้งคิดนั้น ก็เหมือนกับการเดินตามคนตาบอดทั้ง ๆ ที่ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว

ขอย้ำว่าผมไม่ได้บอกว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ดี ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ผมคิดว่ามีสิ่งที่ดีมากมายแฝงอยู่ในคำสอนของศาสนาต่าง ๆ แต่บนเส้นทางสู่ระบบศีลธรรมที่สมบูรณ์นั้น ผมเชื่อว่าศาสนาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดีจุดหนึ่ง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดปลายทาง ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกสองจุด ผมเชื่อว่าสักวัน มนุษยชาติคงจะค้นพบระบบศีลธรรมที่ดีสมบูรณ์ โดยนำข้อดีในแนวคิดของศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์มาประกอบกัน

ผมเคยถูกหาว่าเป็นคนที่คิดขวางโลกหลายทีแล้ว แต่ถ้าคุณเห็นว่าโลกกำลังจะถลำลงเหวแห่งความเชื่อที่ขาดการยั้งคิด คุณจะไม่อยากเข้าไปช่วยขวางบ้างหรือ?

Advertisements

เรือชูชีพ

(เรื่องนี้แปลมาจากบทหนึ่งในหนังสือ The Pig That Wants to be Eaten โดย Julian Baggini  หนังสือเล่มนี้รวบรวม thought experiment 100 อันเป็นบทสั้น ๆ โดยแต่ละบทจะเริ่มด้วยเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง แล้วตามด้วยการตีความ ผู้เขียนได้กล่าวในบทนำว่า "หนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบ มีแต่คำถามที่ชวนให้คิดต่อ" )

"โอเค" โรเจอร์ ผู้ที่ตั้งตนเองเป็นกัปตันของเรือชูชีพพูดกับทุกคนบนเรือ "ตอนนี้มีคนอยู่ทั้งหมดสิบสองคนบนเรือลำนี้ ซึ่งกำลังดี เพราะว่าเรือนี้มีความจุสูงสุดถึงยี่สิบคน และเราก็มีเสบียงมากพอที่จะประทังชีวิตทุกคนได้จนกระทั่งจะมีคนมาช่วย ซึ่งก็คงไม่เกินในอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ เพราะฉะนั้นผมว่าเราน่าจะมากินเสบียงส่วนที่เกินมา เริ่มด้วยบิสกิตช็อคโกแลตกันคนละชิ้น ตามด้วยเหล้ารัมอีกซักอึก มีใครคัดค้านไหม?"

"จริง ๆ ผมก็อยากกินบิสกิตเพิ่มนะ" เมตส์ ผู้โดยสารคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา "แต่ว่าภารกิจหลักของเราตอนนี้ ควรจะเป็นการพายเรือไปช่วยเหลือผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เหรอ? คนที่กำลังลอยคออยู่ แล้วตะโกนขอความช่วยเหลือมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วน่ะ" พอพูดจบ ผู้โดยสารบางคนก็ก้มหน้าด้วยความละอาย แต่ก็มีผู้โดยสารบางกลุ่มที่ส่ายหน้าแบบไม่อยากเชื่อ

"ไหนว่าพวกเราตกลงกันแล้วไง" โรเจอร์ตอบ "มันไม่ใช่ความผิดเราที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะจมน้ำ และถ้าเราไปรับเธอขึ้นมา พวกเราแต่ละคนก็จะอดกินเสบียงส่วนเกินกันนะ เพราะต้องแบ่งให้เธอกิน แล้วทำไมเราต้องไปทำตัวเองให้ยุ่งยากด้วยล่ะ?" พอโรเจอร์พูดจบก็มีเสียงพึมพัมเห็นด้วย

"เพราะว่าเราสามารถช่วยเธอได้ และถ้าเราไม่ช่วย เธอก็จะตาย เหตุผลแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ?"

"ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ" โรเจอร์ตอบ "ถ้าเธอตาย มันก็ไม่ใช่เพราะเราไปฆ่าเธอซะหน่อย จบเรื่อง ใครจะเอาบิสกิตยกมือขึ้น"

เรื่องเรือชูชีพนี้ตีความได้ค่อนข้างง่าย เรือในเรื่องคือประเทศโลกตะวันตกที่ร่ำรวย และผู้หญิงที่กำลังจะจมน้ำคือคนในประเทศโลกที่สามกำลังจะตายจากการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค มุมมองของประเทศที่พัฒนาก็น่าเกลียดพอ ๆ กับมุมมองของโรเจอร์ เรามีอาหารและยาเพียงพอสำหรับทุกคน แต่เราก็อยากที่จะอยู่อย่างสบายและปล่อยให้คนอื่นตายไป ดีกว่าต้องมาเสีย "บิสกิตส่วนเกิน" เพื่อช่วยเหลือพวกเขา ถ้าคนบนเรือชูชีพนี้เป็นคนที่ขาดศีลธรรมอย่างรุนแรง พวกเราก็เป็นเหมือนกัน

ความไร้ศีลธรรมจะยิ่งชัดเจนขึ้น ถ้าเราเปลี่ยนเรื่องสักนิด โดยให้เรือชูชีพแทนโลกทั้งโลก และผู้โดยสารบางคนไม่ยอมแบ่งเสบียงกับคนอื่น ๆ ที่อยู่บนเรือ ถ้าคุณคิดว่าการไม่ยอมพายเรือไปช่วยคนเป็นการกระทำที่แสดงความใจร้ายแล้ว การไม่แบ่งอาหารให้คนที่ตกชะตากรรมเดียวกันบนเรือลำเดียวกันนั้นก็ใจร้ายยิ่งกว่าเสียอีก

เรื่องนี้สร้างภาพที่เห็นได้ชัด และส่งข้อความที่รุนแรง แต่จริงๆ แล้วการเปรียบเทียบนี้ถูกต้องหรือไม่? บางคนอาจจะบอกว่า สถานการณ์เรือชูชีพนั้นลืมนึกถึงความสำคัญของสิทธิความเป็นเจ้าของ เสบียงบนเรือชูชีพนั้นถูกเตรียมไว้สำหรับทุกคนที่ต้องการใช้ และไม่มีผู้โดยสารคนไหนมีสิทธิครอบครองมันเหนือคนอื่น เพราะฉะนั้นเราถึงเริ่มต้นได้จากสมมุติฐานที่ว่า การแบ่งเสบียงโดยคำนึงถึงปัจจัยอื่นนอกเหนือจากความต้องการนั้นไม่ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ในโลกของความเป็นจริงนั้น อาหารและสินค้าอื่น ๆ ไม่ได้ถูกเตรียมไว้เหมือนในเรื่อง กว่าทรัพย์สินจะเกิดขึ้นมาได้ ก็ต้องใช้การลงทุนลงแรง เพราะฉะนั้นถ้าคนคนหนึ่งไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินส่วนเกินให้คนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไปแย่งส่วนที่คนนั้นควรจะได้ เขาเพียงแค่เก็บส่วนที่เป็นของเขาโดยชอบไว้กับตนเอง

แต่ทว่าถึงแม้จะปรับเปลี่ยนเรื่องให้สะท้อนสภาพการณ์นี้ ความผิดศีลธรรมก็ยังดูเหมือนว่าจะคงอยู่ ให้ลองจินตนาการว่าเสบียงอาหารบนเรือชูชีพนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของคนที่อยู่บนเรือ ถึงกระนั้น เมื่อเราอยู่บนเรือชูชีพ และเห็นความต้องการของผู้หญิงที่กำลังจะจมน้ำ มันก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ที่จะบอกว่า "ปล่อยให้เธอตายไป นี่มันบิสกิตของฉัน" ตราบใดที่ยังมีเสบียงส่วนเกินพอที่จะเลี้ยงเธอ สถานการณ์ที่คนกำลังจะตายนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอ ที่ทำให้เราเสียสละทรัพย์สินส่วนบุคคล

สหประชาชาติได้ตั้งเป้าหมายสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วว่า ให้เสียสละร้อยละ 0.7 ของ GDP เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจน แต่มีไม่กี่ประเทศที่บรรลุเป้าหมายนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ การบริจาคเงินเพียงร้อยละ 1 ของรายได้ตัวเองนั้นแทบจะไม่มีผลด้านลบต่อคุณภาพชีวิตของตัวเองเลย คติที่ควรได้จากเรื่องเรือชูชีพเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าการบริจาคเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าการที่เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนที่ขาดแคลนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดอย่างร้ายแรง