เรือชูชีพ

(เรื่องนี้แปลมาจากบทหนึ่งในหนังสือ The Pig That Wants to be Eaten โดย Julian Baggini  หนังสือเล่มนี้รวบรวม thought experiment 100 อันเป็นบทสั้น ๆ โดยแต่ละบทจะเริ่มด้วยเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง แล้วตามด้วยการตีความ ผู้เขียนได้กล่าวในบทนำว่า "หนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบ มีแต่คำถามที่ชวนให้คิดต่อ" )

"โอเค" โรเจอร์ ผู้ที่ตั้งตนเองเป็นกัปตันของเรือชูชีพพูดกับทุกคนบนเรือ "ตอนนี้มีคนอยู่ทั้งหมดสิบสองคนบนเรือลำนี้ ซึ่งกำลังดี เพราะว่าเรือนี้มีความจุสูงสุดถึงยี่สิบคน และเราก็มีเสบียงมากพอที่จะประทังชีวิตทุกคนได้จนกระทั่งจะมีคนมาช่วย ซึ่งก็คงไม่เกินในอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ เพราะฉะนั้นผมว่าเราน่าจะมากินเสบียงส่วนที่เกินมา เริ่มด้วยบิสกิตช็อคโกแลตกันคนละชิ้น ตามด้วยเหล้ารัมอีกซักอึก มีใครคัดค้านไหม?"

"จริง ๆ ผมก็อยากกินบิสกิตเพิ่มนะ" เมตส์ ผู้โดยสารคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา "แต่ว่าภารกิจหลักของเราตอนนี้ ควรจะเป็นการพายเรือไปช่วยเหลือผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เหรอ? คนที่กำลังลอยคออยู่ แล้วตะโกนขอความช่วยเหลือมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วน่ะ" พอพูดจบ ผู้โดยสารบางคนก็ก้มหน้าด้วยความละอาย แต่ก็มีผู้โดยสารบางกลุ่มที่ส่ายหน้าแบบไม่อยากเชื่อ

"ไหนว่าพวกเราตกลงกันแล้วไง" โรเจอร์ตอบ "มันไม่ใช่ความผิดเราที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะจมน้ำ และถ้าเราไปรับเธอขึ้นมา พวกเราแต่ละคนก็จะอดกินเสบียงส่วนเกินกันนะ เพราะต้องแบ่งให้เธอกิน แล้วทำไมเราต้องไปทำตัวเองให้ยุ่งยากด้วยล่ะ?" พอโรเจอร์พูดจบก็มีเสียงพึมพัมเห็นด้วย

"เพราะว่าเราสามารถช่วยเธอได้ และถ้าเราไม่ช่วย เธอก็จะตาย เหตุผลแค่นี้ยังไม่พออีกหรือ?"

"ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ" โรเจอร์ตอบ "ถ้าเธอตาย มันก็ไม่ใช่เพราะเราไปฆ่าเธอซะหน่อย จบเรื่อง ใครจะเอาบิสกิตยกมือขึ้น"

เรื่องเรือชูชีพนี้ตีความได้ค่อนข้างง่าย เรือในเรื่องคือประเทศโลกตะวันตกที่ร่ำรวย และผู้หญิงที่กำลังจะจมน้ำคือคนในประเทศโลกที่สามกำลังจะตายจากการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค มุมมองของประเทศที่พัฒนาก็น่าเกลียดพอ ๆ กับมุมมองของโรเจอร์ เรามีอาหารและยาเพียงพอสำหรับทุกคน แต่เราก็อยากที่จะอยู่อย่างสบายและปล่อยให้คนอื่นตายไป ดีกว่าต้องมาเสีย "บิสกิตส่วนเกิน" เพื่อช่วยเหลือพวกเขา ถ้าคนบนเรือชูชีพนี้เป็นคนที่ขาดศีลธรรมอย่างรุนแรง พวกเราก็เป็นเหมือนกัน

ความไร้ศีลธรรมจะยิ่งชัดเจนขึ้น ถ้าเราเปลี่ยนเรื่องสักนิด โดยให้เรือชูชีพแทนโลกทั้งโลก และผู้โดยสารบางคนไม่ยอมแบ่งเสบียงกับคนอื่น ๆ ที่อยู่บนเรือ ถ้าคุณคิดว่าการไม่ยอมพายเรือไปช่วยคนเป็นการกระทำที่แสดงความใจร้ายแล้ว การไม่แบ่งอาหารให้คนที่ตกชะตากรรมเดียวกันบนเรือลำเดียวกันนั้นก็ใจร้ายยิ่งกว่าเสียอีก

เรื่องนี้สร้างภาพที่เห็นได้ชัด และส่งข้อความที่รุนแรง แต่จริงๆ แล้วการเปรียบเทียบนี้ถูกต้องหรือไม่? บางคนอาจจะบอกว่า สถานการณ์เรือชูชีพนั้นลืมนึกถึงความสำคัญของสิทธิความเป็นเจ้าของ เสบียงบนเรือชูชีพนั้นถูกเตรียมไว้สำหรับทุกคนที่ต้องการใช้ และไม่มีผู้โดยสารคนไหนมีสิทธิครอบครองมันเหนือคนอื่น เพราะฉะนั้นเราถึงเริ่มต้นได้จากสมมุติฐานที่ว่า การแบ่งเสบียงโดยคำนึงถึงปัจจัยอื่นนอกเหนือจากความต้องการนั้นไม่ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ในโลกของความเป็นจริงนั้น อาหารและสินค้าอื่น ๆ ไม่ได้ถูกเตรียมไว้เหมือนในเรื่อง กว่าทรัพย์สินจะเกิดขึ้นมาได้ ก็ต้องใช้การลงทุนลงแรง เพราะฉะนั้นถ้าคนคนหนึ่งไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินส่วนเกินให้คนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไปแย่งส่วนที่คนนั้นควรจะได้ เขาเพียงแค่เก็บส่วนที่เป็นของเขาโดยชอบไว้กับตนเอง

แต่ทว่าถึงแม้จะปรับเปลี่ยนเรื่องให้สะท้อนสภาพการณ์นี้ ความผิดศีลธรรมก็ยังดูเหมือนว่าจะคงอยู่ ให้ลองจินตนาการว่าเสบียงอาหารบนเรือชูชีพนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของคนที่อยู่บนเรือ ถึงกระนั้น เมื่อเราอยู่บนเรือชูชีพ และเห็นความต้องการของผู้หญิงที่กำลังจะจมน้ำ มันก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ที่จะบอกว่า "ปล่อยให้เธอตายไป นี่มันบิสกิตของฉัน" ตราบใดที่ยังมีเสบียงส่วนเกินพอที่จะเลี้ยงเธอ สถานการณ์ที่คนกำลังจะตายนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอ ที่ทำให้เราเสียสละทรัพย์สินส่วนบุคคล

สหประชาชาติได้ตั้งเป้าหมายสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วว่า ให้เสียสละร้อยละ 0.7 ของ GDP เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจน แต่มีไม่กี่ประเทศที่บรรลุเป้าหมายนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ การบริจาคเงินเพียงร้อยละ 1 ของรายได้ตัวเองนั้นแทบจะไม่มีผลด้านลบต่อคุณภาพชีวิตของตัวเองเลย คติที่ควรได้จากเรื่องเรือชูชีพเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าการบริจาคเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าการที่เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนที่ขาดแคลนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดอย่างร้ายแรง

3 thoughts on “เรือชูชีพ”

  1. เอาบิสกิตมาให้ผม พายเรือไปช่วยผู้หญิง
    เอาเหล้ารัมให้เค้าแล้วถีบโรเจอร์ตกเรือไป
     
    เพราะประเทศยังมีคำว่ากลุ่ม มีคำว่าแบ่งแยก มีคำว่าอัตลักษณ์(ใช้ถูกป่าวหว่า)
    และวิวัฒนาการ(ไม่ได้ล้อนะ มันเป็นเรื่องจริงนา) ทุกคนต้องเอาตัวรอด
    และต้องการหลักประกันให้ตัวเองปลอดภัย จึงไม่แปลกที่จะมีคนที่ทำอย่างนี้
    วิวัฒนาการพัฒนาให้แต่ละคนมีความแตกต่าง ไม่ใช่เพื่อการอยู่ร่วมกัน 
    แต่เพื่อให้สักคนอยู่รอดได้ ดังนั้นความคิดเรื่อง การเอาตัวรอดจึงเป็นความคิดปกติ
    ศีลธรรมเป็นตัวสร้างให้เกิดความคิดช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่วิวัฒนาการ
     
    แต่เอาจริงๆมันก็น่าถีบโรเจอร์ตกเรือนะเนี่ย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s