ศาสนา ศีลธรรม และความสำคัญของการคิด

ศาสนากับศ๊ลธรรม สองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ศาสนา คือระบบความเชื่อและการดำเนินชีวิต ที่มีรากฐานบนอะไรบางอย่างเหนือธรรมชาติ(พระเจ้า กฎแห่งกรรม สุริยเทพ มนต์วูดู ฯลฯ ) ที่ไม่สามารถยืนยันได้โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ศาสนามักจะมีศาสดา และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นแก่นของศาสนานั้น ๆ

ศีลธรรม คือระบบแนวคิดเกี่ยวกับความถูกและความผิด สิ่งที่ควรและไม่ควรกระทำ

คนส่วนใหญ่บนโลกนี้ที่นับถือศาสนา เชื่อว่าศาสนาเป็นระบบศีลธรรมที่ถูกต้องและควรปฏิบัติตาม แต่ว่าความเชื่อนี้มีความจริงอยู่เพียงไหน?

แน่นอนว่าในศาสนาต้องมีคำสอนที่ดีอยู่แล้ว ความรักในศาสนาคริสต์ การให้ทานที่เป็นหนึ่งในห้าหลักของศาสนาอิสลาม ความเมตตากรุณาในศาสนาพุทธ และคำสอนอื่น ๆ มีตัวอย่างที่ดีอยู่มากมายในศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าศาสนาไม่ใช่ระบบศีลธรรมที่ดีสมบูรณ์แบบ

ลองมาดูกรณีตัวอย่างกันดีกว่า ในศาสนาอิสลามมีความเชื่อว่า ผู้หญิงควรที่จะคลุมผมและหน้าของตัวเอง ถ้าคิดจากมุมมองของคนที่ไม่ใช่อิสลามแล้ว การคลุมหน้าเป็นสิ่งที่กดขี่สิทธิมนุษยชนมากที่สุดสิ่งหนึ่ง มนุษย์เป็นสัตว์ที่ใช้การแสดงออกทางใบหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร การที่ไปบังคับให้ประชากรครึ่งหนึ่งของกลุ่มความเชื่อนี้ปกปิดหน้าตัวเองอย่างไม่มีทางเลือกนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ป่าเถื่อนมาก (คำค้านที่ว่า "มันเป็นวัฒนธรรมของเขา"นั้นฟังไม่ขึ้น ถ้าสมมุติว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มีวัฒนธรรมการซื้อขายทาส การเป็นวัฒนธรรมนั้นไม่ทำให้การซื้อขายทาสเป็นสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมาเลย)

จากตัวอย่างนี้(และตัวอย่างทำนองเดียวกันในศาสนาอื่น ๆ ) แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่อยู่ในศาสนาไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงยังเห็นว่าศาสนาเป็นระบบศีลธรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์อยู่?

คำตอบคือ ผู้คนมักจะใช้เหตุผลผิด ๆ ในการอ้างว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ควรเชื่อและทำตาม เช่นเหตุผลที่จะกล่าวต่อไปนี้

1. "ควรทำตาม เพราะว่ามันมีเขียนไว้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์" "ควรทำตาม เพราะผู้นำศาสนาบอกไว้"

เริ่มด้วยเหตุผลมาตรฐานสองเหตุผล ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด วิธีแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของการให้เหตุผลแบบนี้วิธีหนึ่ง คือการลองสร้างศาสนาจินตนาการขึ้นมา ผมขอจินตนาการโดยอ้างอิงเหตุการณ์จริงตามประวัติศาสตร์อันหนึ่ง

สมมุติว่ามีศาสนาหนึ่ง ชื่อศาสนาฮิตเลอร์ มีศาสดาคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ชื่อ Mein Kampf (แปลว่า My Struggle) ส่วนหนึ่งของระบบศีลธรรมของศาสนานี้ ประกอบด้วยความเชื่อที่ว่า คนชาวยิวควรถูกกำจัดทิ้งไปจากโลกนี้ เพราะคนยิวเป็นเชื้อชาติที่ต่ำต้อยที่สุด (ศาสนานี้จริงๆ แล้วก็คือลัทธินาซี ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง)

เห็นได้ชัดว่า เหตุผลที่ว่า "ผมควรฆ่าคนยิว เพราะฮิตเลอร์บอกไว้"นั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น และเราไม่จำเป็นต้องให้ความเคารพใด ๆ ทั้งสิ้นกับความเชื่อแบบนี้

ถึงจุดนี้อาจจะมีคนค้านว่า ศาสนาฮิตเลอร์ไม่ใช่ศาสนาจริง ๆ แต่ผมขอให้นึกดูดี ๆ ว่าคำว่าศาสนาหมายถึงอะไร จะย้อนกลับขึ้นไปดูนิยามของผมข้างบน หรือจะลองนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่เรียนวิชาสังคมในโรงเรียนก็ได้ ศาสนาฮิตเลอร์นั้นมีส่วนประกอบครบเหมือนศาสนาอื่น ๆ ส่วนจุดที่ว่าศาสนาต้องสอนให้คนเป็นคนดีนั้น ขอให้ลองมองจากจุดยืนของสาวกศาสนาฮิตเลอร์ดู สำหรับเขา การฆ่าคนยิวเป็นสิ่งที่ดีเลิศ ควรกระทำ เป็นสิ่งที่ศาสนาเขาสอนไว้ จากมุมมองของเขา ศาสนาฮิตเลอร์มีคำสอนที่ช่วยให้คนเป็นคนดีอยู่ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการเชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือผู้นำศาสนาโดยไม่ยั้งคิดนั้น เป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ (ขอย้ำเพื่อกันการเข้าใจผิด ผมไม่ได้บอกว่าการเชื่อเป็นสิ่งที่ผิด ผมบอกว่าการเชื่อโดยไม่ยั้งคิดเป็นสิ่งที่ผิด)

2. "ควรทำตาม เพราะว่าคนเขาก็เชื่อกันแบบนี้มานานแล้ว" "ควรทำตาม เพราะมีคนทั่วโลกอีกหลายล้านคนที่ทำอยู่เหมือนกัน"

นี่เป็นอีกเหตุผลที่ยอดฮิทอีกสองเหตุผล ลองนำการให้เหตุผลแบบนี้มาใช้กับกรณีตัวอย่างดู ผมขอเลือกใช้เรื่องระบบทาสเพื่อแสดงให้เห็นจุดโหว่ของเหตุผลเหล่านี้

ระบบทาสมีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ และสมัยกรีกโรมัน ถือได้ว่ามีจุดเริ่มต้นก่อนศาสนาหลัก ๆ ในโลกเสียอีก ระบบทาสนั้นเป็นส่วนหลักของระบบเศรษฐกิจในสมัยโบราณ เป็นแรงหลักในการทำเกษตรในหลายพื้นที่ทั่วโลก และการพีระมิดก็ไม่อาจสร้างเสร็จได้ถ้าขาดแรงงานทาสไป ระบบทาสเป็นสิ่งที่มีมานานเป็นพัน ๆ ปี และเพิ่งถูกยกเลิกไปเมื่อสองสามร้อยปีที่ผ่านมา

การใช้เหตุผลที่ว่า "ควรมีระบบทาสต่อไป เพราะคนเขาก็ทำมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว" นั้น เป็นเหตุผลที่ยอมรับไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าการที่ทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้น ไม่ได้ช่วยทำให้สิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูกเลย หรือว่าการที่คนทำกันทั้งโลก ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูก มนุษย์สามารถทำผิดกันเป็นหมู่คณะได้ และสามารถสืบทอดการทำผิดมาเป็นรุ่น ๆ ได้ เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ว่าเขาทำกันมานาน เขาทำกันทุกคน เป็นเหตุผลที่ไม่เพียงพอ

ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตได้ว่า สิ่งที่เหตุผลสี่ข้อที่กล่าวมาข้างบนนี้มีเหมือนกัน คือการลัดขั้นตอนของ"การคิด"ไป การคิดวิเคราะห์ทำให้มนุษย์สามารถหลุดออกจากบ่วงของความเชื่อที่ผิด ๆ ได้ ดังเช่นในกรณีการต่อต้านลัทธินาซี และการเลิกทาส ซึ่งคงไม่เกิดขึ้นถ้าผู้คนที่มีความเชื่อนั้นทุกคนยังเชื่อต่อโดยขาดการยั้งคิด

ตอนนี้เราก็มาถึงสาส์นสำคัญของบทความนี้แล้ว สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวคือ

ไม่ควรมีเรื่องใดในโลกนี้ แม้กระทั่งศาสนา ที่จะได้รับอภิสิทธิ์รอดพ้นจากกระบวนการของการคิดวิเคราะห์

ไม่ควรมีเรื่องใดในโลกนี้ โดยเฉพาะศาสนา ที่จะได้รับความเคารพโดยอัติโนมัติ โดยที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ดี

ขอให้ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามผมสักเรื่องหนึ่ง สมมุติว่าตอนนี้เป็นตอนกลางคืน มืดมิดที่สุด ไร้แสงดาวแสงจันทร์ใด ๆ ทั้งสิ้น คุณมองไม่เห็นอะไรเลย คนที่จะนำทางคุณได้ดีที่สุดตอนนี้ คือคนตาบอด คนตาบอดอาจจะพาคุณเดินลงบ่อ สะดุดหิน หรือเดินชนเสาบ้าง แต่มันก็ดีกว่าไม่มีคนนำทางเลย อย่างไรก็ตาม พอรุ่งเช้าพระอาทิตย์ขึ้น โลกสว่างสดใส มันก็ถึงเวลาที่จะกล่าวคำขอบคุณแก่คนตาบอดคนนั้นที่อุตส่าห์ช่วยนำทางมา แล้วก็แยกไปทางของเรา ที่ตอนนี้เรามองเห็นได้ชัดเจน

ศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในยุคแรกเริ่มของอารยธรรม มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความอยากรู้อยากเห็น และศาสนาเป็นระบบคำอธิบายที่ดีที่สุดที่มนุษย์สมัยนั้นจะสร้างได้ แต่คนยุคนั้นไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ แนวคิดสมัยนั้นจะดีสักเพียงใด ก็ยังถูกจำกัดด้วยความรู้และวิทยาการของยุคสมัย ผู้นำศาสนาสมัยนั้นไม่มีทางรู้หรอก ว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่กว่าที่เขาคิดเพียงไหน ว่าโลกเป็นเพียงหนึ่งในดาวหลายล้านดวง อยู่ในหนึ่งกาแล็กซี่ท่ามกลางหลายล้านกาแล็กซี่ ว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายบนโลกนี้เป็นญาติกันหมดผ่านทางวิวัฒนาการ และว่ายังมีความก้าวหน้าทางความคิดอีกหลาย ๆ อย่างที่เพิ่งเป็นที่ประจักษ์ในยุคปัจจุบัน(อย่าลืม คนเราเพิ่งเลิกทาสเมื่อสองสามร้อยปีที่ผ่านมาเอง) โลกได้เริ่มเข้าสู่ยุคสว่างไสวทางปัญญาแล้ว (ถึงแม้ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มก็ตาม) และการยึดติดศาสนาโดยไม่ยั้งคิดนั้น ก็เหมือนกับการเดินตามคนตาบอดทั้ง ๆ ที่ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว

ขอย้ำว่าผมไม่ได้บอกว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ดี ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ผมคิดว่ามีสิ่งที่ดีมากมายแฝงอยู่ในคำสอนของศาสนาต่าง ๆ แต่บนเส้นทางสู่ระบบศีลธรรมที่สมบูรณ์นั้น ผมเชื่อว่าศาสนาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดีจุดหนึ่ง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดปลายทาง ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกสองจุด ผมเชื่อว่าสักวัน มนุษยชาติคงจะค้นพบระบบศีลธรรมที่ดีสมบูรณ์ โดยนำข้อดีในแนวคิดของศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์มาประกอบกัน

ผมเคยถูกหาว่าเป็นคนที่คิดขวางโลกหลายทีแล้ว แต่ถ้าคุณเห็นว่าโลกกำลังจะถลำลงเหวแห่งความเชื่อที่ขาดการยั้งคิด คุณจะไม่อยากเข้าไปช่วยขวางบ้างหรือ?

8 thoughts on “ศาสนา ศีลธรรม และความสำคัญของการคิด”

  1. พี่ว่าศาสนามันก็แค่สิ่งสมมุติอะนะ
     
    ก็เหมือนวิชาทางวิทยาศาสตร์   เหมือนเคมี ชีวะ ฟิสิกส์
     
    คนที่เรียนไม่เข้าใจ  แต่ต้องเอาไปใช้ก็เอาไปใช้ผิด ๆ  ทำให้ได้คะแนน(ชีวิต)ตกต่ำ
     
    คนที่เรียนเก่งก็อาจจะหลงได้  ทำคะแนนดีเข้าไปก็หลงไปเลย…เฮ้ย..กรูเก่งหวะ
     
    แต่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน  ถ้าไม่ได้เจอกับตัวเองก็ไม่อยากเชื่อ
    อย่างเรื่องจิตวิญญาณเนี้ย  ใครจะไม่เชื่อพี่ก็ไม่รู้ะน  แต่พี่เชื่อหวะ 55555

  2. ขอแย้งเรื่องการคลุมผ้าหน่อย
    ข้าพเจ้าไม่คิดว่าการบังคับให้สตรีคลุมผ้าเป็นสิ่งที่กดขี่แต่อย่างใด
    มันเป็นเครื่องแบบมาตรฐานของคนในประเทศนั้นๆ  เหมือนการที่เราเข้าโรงเรียน มีเครื่องแบบที่ต้องใส่ เป็นกฎระเบียบของสังคมข้อหนึ่ง ซึ่งยังสามารถเป็นที่ยอมรับได้อยู่
    อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า  บางสิ่งสมควรเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
    วัฒนธรรมต่างๆในโลกได้ผ่านกระบวนการการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง
    ระบบทาสที่ใช้ได้ผลในยุคสมัยหนึ่งก็ได้มีการแทนที่โดยระบบอื่น
    ซึ่งแต่ละระบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน  หากมองในหลายแง่มุม 
    หากถึงยุคสมัยที่การคลุมผ้ากลายเป็นสิ่งไม่ดีไปจริงๆ  ข้าพเจ้าเชื่อว่าสหประชาชาติคงไม่นิ่งเฉยเป็นแน่
     
    ศาสนานอกจากจะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจแล้ว  ยังเป็นเครื่องมือสร้างระบบศีลธรรมขั้นพื้นฐานขึ้นบนโลก(ไม่แน่ใจว่าระบบศีลธรรมกับศาสนา อะไรเกิดก่อนแต่เอาเป็นว่า สองอย่างนี้เป็นของคู่กัน)
    ศาสนาที่ไร้ศีลธรรม ไม่สมควรเรียกว่าศาสนา สมควรใช้คำว่าลัทธิ
    โดยเฉพาะความเชื่อของฮิตเลอร์ที่ต้องการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ยิว  ถือเป็นอาชญากรรมต่อความเป็นมนุษย์(crime against humanity)(人道に対する罪)  ไม่สมควรเรียกว่าศาสนา
    หากมีเพียงศาสดา คัมภีร์ นักบวช แล้วถือว่าเป็นศาสนาได้  ศาสนานั้นก็มักจะตายไปเองในไม่ช้า
    ศาสนาที่ดำรงอยู่ได้นานมักได้รับการยอมรับจากผู้คน  ถือว่าเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ สมควรปฏิบัติตาม
    ศาสนาที่มีประวัติยาวนานไม่สามารถเปรียบเทียบกับนาซีที่เป็นลัทธิอาชยากรต่อความเป็นมนุษย์ได้
    ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้คิดว่าการเชื่อย่างงมงายเป็นสิ่งที่ดี
    แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าศาสนาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมโลกสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีอารยธรรม
     
    大人好き後輩より

  3. เห็นคอมเม้นต์ก่อนหน้าเข้าไปเสียเซลฟ์ไม่รุ้จะคอมเม้นต์ไรดีเลย ยาวจริงๆ 
    ส่วนตัวคิดว่าผู้ญ ทุกคนควรมีสิทธิ์ทีจะเเต่งตัวออกนอกบ้านอย่างสวยงาม เเต่บางทีการเเต่งเเบบนี้(คลุมๆ)อาจจะเป็นความงามในสายตาเค้าก็ได้นะ
    เพราะบางทีคนในศาสนาเค้าอาจจะไม่ได้รู้สึกเหมือนโดนสั่งห้าม เเต่เค้าชอบในความเป็นเอกลักษณ์เเละอยากเเสดงเอกลักษณ์นั้นๆออกมา(จากเพื่อนอินโด ตามที่ได้บอกไป)
     

  4. แอบขอตัวอย่างค้านในเรื่องระบบทาส(แบบขวางโลกพอตัว)
    ระบบทาสถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมมากที่สุดเพราะเราเชื่อว่า
    ทุกคนมี free will
    แต่ถามว่าทำไมถึงมีบางคนยังยอมเป็นทาสอยู่
    ลองย้อนกลับไปดูในช่วงสงครามกลางเมืองของอเมริกา
    จะเห็นว่า จริงแล้วๆมีทาสทางฝั่งเหนือที่ยินดีที่จะอยู่กับนายจ้าง
    และยอมรบเพื่อนายจ้างในสงครามครั้งนั้นด้วย
    ที่จริงแล้วระบบทาส ถ้ามองกันในรายละเอียดดีๆแล้ว
    เรียกว่าเป็นระบบพึ่งพาเบื้องต้นก็ไม่น่าจาผิดไปได้
    เอาจริงๆเป็นรากฐานของการปกครองด้วยซ้ำ
    เพราะอะไร
    เพราะระบบทาสคือการพึ่งพากันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างนั่นเอง
    ลูกจ้างต้องทำงานให้นายจ้างตามที่นายจ้างสั่งมา ในขณะเดียวกัน
    นายจ้างต้องให้ที่ปัจจัยสี่แก่ลูกจ้างตามสมควร
    และเพื่อแลกกับสิ่งนั้น ลูกจ้างยอมที่จะไม่มีสิทธิ์ในการเลือกนายจ้าง
    เปลี่ยนนายจ้าง หรือเรียกร้องสิทธิอื่นๆ
    ทำไมถึงเปรียบเหมือนกับการปกครอง
    เพราะการปกครองที่จริงก็คือการที่ทุกคนยอมเสียสิทธิ์บางอย่าง
    เพื่อให้มีผู้ปกครองมารักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
    ที่จริงไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ แต่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ทุกคนได้รับ
    ผลประโยชน์เท่าที่พึงจะได้มากกว่า
    ในขณะเดียวกัน ผู้อยู่ใต้ปกครองก็ต้องยอมเสียสิทธิ์ต่างๆไป
    เพราะฉะนั้นการบอกว่าระบบทาสเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม อาจจะรุนแรงเกินไป
    เพราะที่จริงมันก็คือระบบในการที่คนจะอยู่ร่วมกันได้ในระดับพื้นฐานนั่นเอง
    เพียงแต่ระดับความเท่าเทียมอาจจะไม่เท่ากับระบบอื่น
    ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะจะเห็นว่าพัฒนาการของการปกครองคือการให้สิทธิ์
    กับผู้ใต้ปกครองมากขึ้นๆ
    ถ้ากลับไปดูในสมัยแรก ประชาชนก็ไม่ต่างกับทาสเท่าไรหรอก
     
     

  5. จากที่ข้าพเจ้าได้สอบถามความคิดเห็นของเพื่อนอิสลามได้ข้อสรุปดังนี้
    1. อิสลามไม่มีข้อบัญญัติข้อไหนให้คลุมหน้า  แต่แค่เห็นได้แค่หน้ากับมือ  ยังมีบทบัญญัติในพิธีฮัจญ์ว่าไม่ให้สตรีคลุมหน้ามาทำพิธีกรรม  การคลุมหน้าเป็นเรื่องของความสมัครใจ  การบังคับให้คลุมหน้า  เป็นพวกที่ใช้บทบัญญัติในทางที่ผิด
    2. อิสลามเป็นศาสนาที่แข็งแรง  และพิสูจน์ได้  คนจะมองแต่ภาพลักษณ์ที่มันรุนแรง  ประชาชาติอิสลามที่บ้าคลั่ง แต่ถ้าศึกษาจริงๆน่ะ(คำว่าศึกษาจริงๆ  ไม่ได้แปลว่าต้องลึก  แค่คัมภีร์อัลกุรอ่านเล่มเดียวนี่แหละ) ก็จะทำให้คนรู้จักศาสนาอิสลามเอง  ที่ว่ามันแข็งแรงเพราะ  มุสลิมเชื่อในพระเจ้าอย่างไม่สงสัย  คนดิสเครดิตมุสลิมเยอะ เพราะเป็นกลุ่มประชากรที่เข้มแข็ง  ภาพมันเลยป่าเถื่อน 
    หลังเหตุการณ์ world trade center ทำให้คนอเมริกาหันมาศึกษาอิสลามและยอมรับศาสนาอิสลามมากขึ้น  ทั้งๆที่ควรจะเกลียดอิสลามตามที่สื่ออเมริกาเสนอ
    3. ที่เชื่อพระเจ้าโดยไม่สงสัย  เพราะพิสูจน์ได้  คือคัมภีร์อัลกุรอ่าน ถ้าไม่มีพระเจ้าจริง แสดงว่าคนเขียนขึ้น  และคนที่เขียนขึ้นก็คงเป็นนบีมูฮัมมัด  แต่มูฮัมมัดคนนี้พื้นเพเป็นคนไร่คนสวน  อ่านหนังสือไม่ได้เขียนไม่ออก อยู่ในทะเลทราย  แต่ในอัลกุรอ่านมีบอกว่า  จะมีน้ำจืด  น้ำเค็ม ซึ่งตรงกลางมีน้ำอื่นกั้น ก็คือน้ำกร่อย  หรือเรื่องโลก ดวงดาว จักรวาล ที่มันไม่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ใดๆลยที่สามารถพิสูจน์ได้บนโลกนี้ ในปัจจุบันนี้ก็ตาม ถ้าเขียนได้เองก็แปลกแล้ว
    4. มุสลิมต้องถูกกดขี่ถึงออกมาต่อสู้ได้  ต้องเป็นเรื่องของศาสนาล้วนๆ  ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆมาเกี่ยวข้อง  แต่ก็ไม่ใช่ว่ามีคนมายิงเราเพราะเราเป็นอิสลาม  แล้วเราไปยิงกลับ เพราะบอกว่าคนที่ยิงเราเกลียดอิสลามก็ไม่ได้  คือหลักจริงๆมันคือแบบสำหรับประชาชาติอิสลามที่ถูกกดขี่ ถูกย่ำยี อะไรเยอะแยะมากมาย  แถมยังมีสเต็ปในการแก้ปัญหาอีกด้วย
     
    ด้วยความนับถือ
    大人好き後輩より

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s