ไม่เชื่อผี แต่กลัวผี

คนที่รู้จักผมจะรู้ดีว่า ไม่ชอบฟังเรื่องผี เวลามีคนเริ่มเล่าเรื่องผีในวงที่คุยกันอยู่ ผมจะลุกไปที่อื่นทันที หนังผีผมก็ไม่ดู บ้านผีสิงก็ไม่เข้า(ยกเว้นที่ดิสนีย์แลนด์) พูดง่าย ๆ คือ ผมเป็นคนกลัวผีขนาดหนัก แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่เชื่อว่าผีมีอยู่จริง ประโยคที่ว่า"ไม่เชื่อผี แต่กลัวผี" อาจฟังดูเหมือนขัดกันในตัวมันเอง(โดนหัวเราะใส่ทุกทีเลย เวลาพูดประโยคนี้) แต่ผมก็ไม่เคยได้มีโอกาสอธิบายอย่างเต็มที่ ว่าทำไมผมไม่เชื่อผี แต่กลัวผี

เริ่มจากส่วนแรก "ไม่เชื่อผี"

ในโลกยุควิทยาศาสตร์ (ผู้ใดที่ยังเข้าใจผิดว่าโลกนี้ยังอยู่ในยุคไสยศาสตร์ ก็ถึงเวลาลืมตาขึ้นมาได้แล้ว) สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หลักฐาน และผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ไม่มีหลักฐานที่ดีพอที่จะสนับสนุนว่าผีมีจริง หลักฐานเกี่ยวกับผี มักจะเป็นจากประสบการณ์ของใครคนหนึ่ง แล้วเล่าต่อกันมา แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ประโยคที่ว่า "มีคนเล่าว่า เขาเห็น…" เป็นประโยคที่ไร้ค่าโดยสิ้นเชิง ข้อมูลที่ควรยอมรับ คือข้อมูลจากการวัดซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลของคนอื่นที่เป็นกลาง จากนั้นก็สังเกตใหม่ วัดใหม่ เปรียบเทียบใหม่ ไปเรื่อย ๆ

ผมสามารถฟันธงได้เลยว่า ผีและปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติทั้งหลายไม่มีอยู่จริง แต่ผมเชื่อว่าธรรมชาติคือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา  ปรากฎการณ์"เหนือธรรมชาติ"ก็เป็นเพียงปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่น่ากลัว  แค่นั้นเอง

โดยนิยามแล้ว ผีไม่ได้ประกอบด้วยสสารในธรรมชาติ (ถ้าผีประกอบด้วยสสารธรรมชาติ ก็คงวัดวิเคราะห์ผีด้วยกระบวนการทางเคมีและฟิสิกส์ได้) การที่เราจะเห็นผีได้นั้น ก็ต้องเกิดจากการที่ผีปล่อยหรือสะท้อนโฟตอนมาเข้าตาเรา กล่าวคือ มีการถ่ายเทพลังงานระหว่างผีกับโลกธรรมชาติ (การที่ผีปล่อยโฟตอน คือการถ่ายเทพลังงานให้โลกธรรมชาติ ส่วนการที่ผีสะท้อนโฟตอน คือการรับพลังงานจากโฟตอน ซึ่งคือการถ่ายเทพลังงานออกจากโลกธรรมชาติ) แต่การที่อยู่ดี ๆ พลังงานจะหายไปหรือเพิ่มขึ้นมานั้น ขัดต่อกฎอนุรักษ์พลังงาน (ซึ่งกล่าวว่า ปริมาณพลังงานรวมในจักรวาลมีค่าคงที่) สรุปได้ว่า ผีขัดกับกฎที่พื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งของฟิสิกส์

ถ้าผู้ใดยังมั่นใจอยู่ว่า ผีมีอยู่จริง หรือว่ามีหลักฐานที่ชัดเจน ผมแนะนำให้ติดต่อ James Randi Educational Foundation (มีลิงค์อยู่ทางซ้าย) เจมส์ แรนดี้ เป็นอดีตนักมายากล ที่ตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมาเพื่อท้าทายปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติโดยเฉพาะ (ทั้งผี วิญญาณ คุยกับคนตาย ยูเอฟโอ พลังจิต ทำนายอนาคต ฮวงจุ้ย และอื่น ๆ ) ถ้าใครสามารถพิสูจน์เรื่องเหนือธรรมชาติได้ มูลนิธินี้จะมอบเงินหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐให้ทันที แน่นอนว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครเคยได้รางวัลนี้ไปเลย ถ้าผู้ใดมั่นใจว่าพิสูจน์ได้ ก็ให้ลองติดต่อมูลนิธิดู แล้วช่วยบอกผมด้วยละกันว่าได้รางวัลหรือไม่ (แต่ผมพอจะเดาผลได้)

เวลาที่พูดถึงเรื่องผี มักจะได้ยินประโยคว่า "ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่"อยู่เสมอ แต่ถ้าคิดดูให้ดี มันไม่มีทางที่เราจะลบหลู่สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงได้ เพราะฉะนั้นได้เวลาเปลี่ยนคำขวัญใหม่แล้ว ผมขอเสนอ "ไม่มีหลักฐาน อย่าเชื่อ" ต่อจากนี้ไป ถ้าได้ยินประโยคว่า"ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" ก็ให้ตอบกลับไปทันทีว่า "ไม่มีหลักฐาน อย่าเชื่อ" และผมหวังว่าคำขวัญใหม่นี้จะแทนคำขวัญเก่าได้ในอนาคตอันใกล้

ถ้าผีไม่มีอยู่จริง แล้วทำไมผู้คนถึงยังเชื่อกันอยู่? คำตอบสั้น ๆ คือ เพราะว่าสมองของคนเราถูกออกแบบมาให้พร้อมที่จะโดนหลอก

หน้าที่ของสมองเราหน้าที่หนึ่ง คือการหารูปแบบในสภาพแวดล้อม สัตว์สังคมอย่างมนุษย์(และบรรพบุรุษของมนุษย์) มีความจำเป็นที่ต้องดูให้ออกว่า เมื่อไหร่มีสัตว์ร่วมเผ่าพันธ์เราอยู่ใกล้ ๆ เมื่อดูออกแล้วก็ต้องสังเกตหน้า ว่าให้แยกออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน และก็ต้องพยายามฟังเสียงให้ออก ว่าเขาพยายามจะสื่อสารอะไรกับเราอยู่ ผลที่ตามมาคือ ถึงแม้ว่าจะมีความใกล้เคียงแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม สมองคนก็จะพยายามมองสิ่งที่เห็นให้เป็นหน้าคน ฟังสิ่งที่ได้ยินให้เป็นเสียงคน

แต่แน่นอนว่า การมองหารูปแบบในสภาพแวดล้อมย่อมมาพร้อมกับภาพลวงตา คือเห็นหน้าคนหรือได้ยินเสียงคนในที่ที่ไม่มีคนอยู่ การที่สมองเราเชี่ยวชาญในการมองหาคนคนอื่น ทำให้เราพร้อมที่จะตีความสิ่งที่คลุมเครือ (กลุ่มควัน แสงจันทร์ที่ส่องบนต้นไม้แล้วสะท้อนแบบแปลก ๆ เงาต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวในยามกลางคืน เป็นต้น) ให้เป็นคนไปหมด เมื่อสมองเราบอกว่าเห็นคน แต่เราก็รู้ในใจว่าในที่นั้นไม่มีคนอยู่ ทำให้สมองเราได้ข้อสรุปว่าเห็นผี

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลให้คนเห็นสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นผี คือมุมมองของคน (อันนี้ยืมทฤษฎีมาจาก The Intentional Stance ของ Daniel C. Dennett) เวลาที่คนพยายามจะทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม ในขั้นแรกพื้นฐานที่สุดจะเริ่มจากมุมมองเชิงฟิสิกส์ (Physical Stance) เช่นการเห็นของชนกันแล้วคาดเดาทิศทางหลังชน การเข้าใจว่าของที่ปล่อยจะตกลงสู่พื้น เป็นต้น ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่านี่คือการเข้าใจสมการการเคลื่อนที่หรือว่ากฎของนิวตัน แต่หมายความว่า วิธีหนึ่งที่คนจะพยายามทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม คือการใช้มุมมองที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุที่พื้นฐานที่สุด

ในขั้นต่อมา คือมุมมองเชิงดีไซน์ (Design Stance) เป็นการพยายามเข้าใจสภาพแวดล้อมโดยมองถึงจุดประสงค์ในการออกแบบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น สมมุติว่าเวลาที่เราเห็นนาฬิกาเรือนหนึ่งแล้วอยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่มันจะดัง เราสามารถลัดขั้นตอนในมุมมองเชิงฟิสิกส์ได้ คือเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่า เมื่อสปริงนี้หมุน แล้วมันจะหมุนเฟืองนี้ แล้วไปหมุนเฟืองนู้น ซึ่งจะไปขยับแกนนั้น ฯลฯ แต่เมื่อเรามองถึงการออกแบบนาฬิกานี้ว่าเกี่ยวกับการบอกเวลา เราก็จะเข้าใจได้ทันที และสามารถคาดเดาพฤติกรรมของนาฬิกาได้ กล่าวได้ว่ามุมมองเชิงดีไซน์เป็นเครื่องมือทุ่นเวลา ในการที่มนุษย์จะทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง

ยังมีอีกเครื่องมื่ออีกขั้นหนึ่งที่มนุษย์ใช้ได้ คือมุมมองเชิงความจงใจ (Intentional Stance) ซึ่งเป็นการมองสิ่งแวดล้อมในรูปของตัวตน(Agent)ต่าง ๆ ที่มีความเชื่อและความต้องการ (Beliefs and desires) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมุติว่ามีเสือกำลังจะมากินเรา เราก็ไม่มานั่งคิดถึงการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นของเสือ (มุมมองเชิงฟิสิกส์) หรือว่าการออกแบบของเขี้ยวและเล็บว่าเหมาะสมกับการตัดฉีก (มุมมองเชิงดีไซน์) แต่เราก็ลัดไปได้เลยว่า นี่คือเสือที่เชื่อว่าเราคืออาหารและกำลังอยากกินเราอยู่

เราใช้มุมมองเชิงความจงใจในชีวิตประจำวันเสียจนคุ้นเคย จนบางทีคนเราจึงคิดว่าสิ่งหนึ่งกำลังปฎิบัติตัวเหมือนมีความจงใจ มีความต้องการ ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งไม่มีชีวิต ใครที่เคยโกรธสิ่งของ (เช่นคอมพิวเตอร์) ก็คงจะรู้ ว่าเราไปคิดว่าสิ่งของนั้นเป็นตัวตนที่ต้องการทำอะไรบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีทางมีความจงใจของตัวเองได้ เวลาที่เราเห็นสิ่งที่คลุมเครือหรือภาพลวงตา เราก็พร้อมที่จะตีความให้มันมีความจงใจไปหมด นี่อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่าสิ่งที่เราเห็นคือผี

 

ในส่วนที่สอง "แต่กลัวผี" นั้น ผมจะเสนอว่า ความกลัวเป็นอารมณ์หนึ่งที่มีประโยชน์เชิงวิวัฒนาการ

ลองมาดูตัวอย่างอารมณ์อื่นที่ทุกคนรู้จักดีกันก่อน ผมขอยกตัวอย่างความหิวมาเป็นตัวอย่างอธิบาย สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องกินสารอาหารเข้าไปเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานและวัตถุเสริมสร้างร่างกาย เวลาที่ร่างกายเราต้องการสารอาหาร ไม่มีใครมานั่งคิดวิเคราะห์ว่า "เราต้องการพลังงานนะ เราต้องการโปรตีนไปสร้างเซลล์ตับนะ(สมมุติ) ไปกินข้าวดีกว่า" แต่คนปกติก็จะบอกว่า "รู้สึกหิว ไปกินข้าวดีกว่า" กล่าวคือ อารมณ์หิวเป็นอารมณ์ที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตก็จริง (ทำให้รู้สึกอยากไปหาสารอาหาร) แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องมาคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุต้นตอของอารมณ์หิวทุกครั้งที่รู้สึกหิว

และในทางกลับกัน อารมณ์หิวก็ไม่ค่อยได้รับอิทธิพลจากการคิดวิเคราะห์ สมมุติว่า เรากำลังหิว สั่งอาหารไปแล้วแต่ต้องรออีกครึ่งชั่วโมง ถึงแม้เราจะคิดวิเคราห์ได้ว่า "อีกครึ่งชั่วโมงอาหารก็จะมาแล้ว ระหว่างนี้คงไม่อดตายหรอก" แต่ก็ไม่สามารถระงับอารมณ์หิวได้ การคิดวิเคราะห์มีผลอย่างมากก็แค่ระงับพฤติกรรม(ไม่ให้คว้าอาหารคนข้าง ๆ มากิน) แต่ความรู้สึกหิวก็ยังมีต่อไป

ในทำนองเดียวกัน ความ"กลัวผี" ก็เป็นอารมณ์หนึ่งที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ในบางกรณี ตั้งแต่ราวสองถึงหกล้านปีที่แล้ว ตอนที่บรรพบุรุษของมนุษย์ยังอาศัยอยู่ในทุ่งซาวันนาในแอฟริกา เมื่อถึงตอนกลางคืน ในความมืดย่อมมีสัตว์ร้ายซุ่มซ่อนอยู่ จ้องคอยจะจับกินมนุษย์ เพราะฉะนั้น ใครที่มีอารมณ์กลัวความมืด ความเปลี่ยว โดยเฉพาะเวลาอยู่คนเดียว อาจจะมีความได้เปรียบ เนื่องจากอารมณ์กลัวนั้นจะทำให้คนนั้นมีโอกาสน้อยลงที่จะไปเดินเพ่นพ่านคนเดียวตอนกลางคืนและโดนเสือจับกิน ถึงแม้สภาพสังคมเมืองในปัจจุบันจะแตกต่างจากสมัยที่มนุษย์อาศัยในทุ่งหญ้าอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อคิดดูว่า การที่มนุษย์อาศัยในเมืองนั้น เริ่มมีขึ้นมาไม่เกิน 5000ปี เป็นช่วงเวลาที่ไม่เกิน 1% ของระยะเวลาทั้งหมดในวิวัฒนาการของมนุษย์ ดังนั้น ถ้ามนุษย์มีพฤติกรรมที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินชีวิตเมื่อล้านปีที่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ความกลัวก็เหมือนกับความหิวและอารมณ์อื่น ๆ ที่ถึงแม้ว่าจะคิดวิเคราะห์เหตุผลที่มาของอารมณ์นั้น ๆ ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกำจัดอารมณ์นั้นได้โดยสิ้นเชิง การที่ผมเข้าใจว่าอาหารกำลังจะมา ก็ไม่ช่วยให้หายหิว การที่ผมเข้าใจว่าผมถูกรัดอย่างแน่นหนาบนโรลเลอร์โคสเตอร์ ก็ไม่ช่วยให้หายเสียวเวลาที่มันแล่น การที่ผมเข้าใจว่าไอติมคือก้อนไขมันและน้ำตาลล้วน ๆ ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร ก็ไม่ช่วยให้หายชอบกิน ในทำนองเดียวกันนี้ การที่ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผีไม่มีจริง ก็ไม่ทำให้ผมหายกลัวเวลาฟังเรื่องผีหรืออยู่ในที่เปลี่ยวเวลามืด

เมื่อนำแนวคิดของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มารวมกับแนวคิดทางวิวัฒนาการ จะได้ข้อสรุปว่า ผีเป็นสิ่งที่ขัดกับกฎของฟิสิกส์ และเป็นสิ่งที่ไร้หลักฐานสนับสนุนโดยสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีอารมณ์กลัว ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยวิวัฒนาการ มีสมองที่พร้อมจะจำลองหน้าคนและเสียงคน และสมองนี้ก็ยังคล่องแคล่วในการใช้มุมมองเชิงความจงใจ รวมแล้วคือ มนุษย์พร้อมที่จะเห็นผีและตีความสิ่งที่คลุมเครือว่าเป็นผี จึงไม่แปลกที่จะมีคนที่"ไม่เชื่อผี แต่กลัวผี"

6 thoughts on “ไม่เชื่อผี แต่กลัวผี”

  1. up แล้วๆ
     
    ผมก็เป็นคนนึงที่หัวเราะตอนพี่พูดอะนะ
    ที่พี่พูดมาก็มีเหตุผลอะนะคับ
     
    แต่ว่า จำเป็นด้วยเหรอว่ากฏของฟิสิกส์จะต้องถูกต้องเสมอไป
    เพราะกฏของฟิสิกส์ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการสังเกตซ้ำๆหลายครั้ง
     
    แต่จะแน่ใจได้ยังไงว่ามันจะไม่มีข้อยกเว้น
    และข้อยกเว้นที่ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ผี" ก็ได้
     
    ผมเองก็ไม่เชื่อเรื่องผีเหมือนกัน แต่ว่าในความไม่เชื่อก็มีความสงสัยอยู่เหมือนกันครับ

  2. จริงอยู่ว่าไม่สามารถพิสูจน์ว่าผีมีจริงโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
    แต่มันสามารถพิสูจน์จนฟันธงได้เลยว่าผีไม่มีจริงหรือ
     
    ปล.หากไม่มีคำว่าผีในโลก วรรณกรรมคงจะลดลงอย่างมหาศาล  ตัวละครในวอร์คราฟท์ หรือโดต้าก็คงลดฮวบเช่นกัน
     
     
    รุ่นน้องคนหนึ่ง ณ ดินแดนแห่งขุนเขาและลมทะเล ฝั่งตะวันตกของแดนอาทิตย์อุทัย

  3. อืม..เคยได้ยินไหมว่า เพราะเชื่อจึงเห็น
    Believing is Seeing…

  4. ไม่มีเม้นต์มีสาระอะ เเค่จะมาบอกว่า อ่านจบเเล้วเน้อ…
    ทำไมยังไม่มีคอมเม้นต์ไหน สนับสันุนพี่เต้ยเลยซักอันอะ ฮ่าๆๆ

  5. หึหึ สรุป ก็คือ พยายามพแก้ตัวว่า ไอ้ที่มึงกลัวผีมันเป็นเรื่องปกติใช่มะ เหอๆ
     

  6. ขี้เกียจอ่านอ่ะ ยาวววววววววววววว
    สรุปว่าผีมันก้คือผีน่ะแหล่ะ
    ถ้ามันมีก้สมควรกลัว
    ถ้าไม่มีก้อย่าไปกลัวเพราะมันไม่มี
    สรุป หาคำตอบให้ได้ก่อนว่าผีมีจริงหรือเปล่า?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s