UFO มายากล และหุ่นฟาง

เมื่อปีที่แล้ว มีข่าวเล็ก ๆ เกี่ยวกับUFOในญี่ปุ่น เรื่องมีเหตุมาจากสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นที่ว่างงานจัดคนหนึ่งได้ถามรัฐบาลว่ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับUFO รัฐบาลญี่ปุ่นก็เลยต้องส่งโฆษกออกมาประกาศว่า รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเคยมีUFOมาเยือนโลก (เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในกรณีนี้) แต่โฆษกคนนี้ดันไปเติมท้ายทีหลังว่า "โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าUFOมีจริงแน่นอน" (ลิงค์ไปที่ข่าว)

คนที่คิดว่าUFOมีจริง คือคนที่ใช้การอธิบายประเภทที่เรียกว่า Argument from Personal Incredulity (ตั้งชื่อโดย Richard Dawkins นักวิวัฒนาการชาวอังกฤษ) หรือแปลได้ว่า การอธิบายโดยใช้ความโง่ส่วนบุคคล

ตัวอย่างที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับการอธิบายแบบนี้คือมายากล สมมุติว่านายเอไปดูมายากลที่สมจริงมาก ๆ  เช่นหั่นคนเป็นสองท่อน หนีจากตู้ที่ล็อกกุญแจ ทายไพ่ที่เลือกไว้ ฯลฯ แล้วนายเอได้อธิบายว่า

"ผมไม่สามารถอธิบายมายากลนี้ได้ เพราะฉะนั้นนักมายากลคนนั้นต้องมีเวทมนตร์แน่ ๆ เลย"

คงมีแค่เด็กกับคนปัญญาอ่อนที่ให้เหตุผลแบบนี้ คำอธิบายที่ดีกว่านี้ย่อมมีอยู่แล้ว เช่นนายเอตาถั่วมองกลไม่ทัน เป็นต้น

ต่อไปนี้เป็นวิดิโอของUFOที่ผมไปเลือกสุ่ม ๆ มาจาก youtube

 

วิดิโอที่คนชอบยกมาเป็น"หลักฐาน"ว่าUFOมีจริง มันจะเป็นประเภทแสงไฟลอยไปลอยมาบนท้องฟ้า

ในทำนองเดียวกันกับนายเอที่ดูมายากล คนที่ให้เหตุผลว่า

"ผมไม่สามารถอธิบายแสงไฟที่ลอยไปมาบนท้องฟ้าได้ เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นUFOแน่ ๆ เลย"

ก็กำลังใช้เหตุผลเหมือนนายเอ

กรณีUFOก็เช่นเดียวกับกรณีมายากล มีคำอธิบายดีกว่าอยู่มากมายเช่น เป็นวิดิโอปลอม (ใครที่เคยดู Star Wars คงรู้ดีว่าการสร้างภาพยานอวกาศที่ยิงแสงไฟใส่กันเป็นสิ่งที่ง่ายขนาดใหน) เป็นบอลลูนอุตุนิยมวิทยา เป็นเครื่องบินรบ มีความน่าจะเป็นได้อีกหลายร้อยพันอย่าง ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่สนับสนุนUFO (เพราะฉะนั้นคำตอบของรัฐบาลญี่ปุ่นถึงถูกต้องที่สุด) สรุปได้ง่าย ๆ ว่า ความโง่ส่วนบุคคลไม่ใช่เหตุผลที่ใช้อธิบายอะไรได้เลย

ส่วนคำว่าหุ่นฟางที่ต้นบทความนี้หมายถึงแทคติกในการโต้วาทีอย่างหนึ่ง ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Strawman Argument ชื่อนี้มีที่มาจากสมัยที่คนยังใช้ดาบ คนที่ไม่สามารถฟันดาบสู้ศัตรู ก็สามารถสร้างหุ่นฟางขึ้นมาฟันแทนได้ ในการโต้วาที หุ่นฟางหมายถึงการที่ฝ่ายหนึ่งไม่สามารถโต้เถียงเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งได้ เลยสร้างเหตุผลที่ผิด ๆ  แล้วใส่ความอีกฝ่ายหนึ่งว่าใช้เหตุผลนั้น

อ่านคำอธิบายอย่างเดียวอาจจะเห็นภาพยาก ลองดูตัวอย่างดีกว่า

นายเอ : ที่บ้านผมมีสวนอยู่หลังบ้าน มีวันหนึ่งผมกลับมาเห็นรอยเท้าสัตว์อยู่ในสวน มีคนในบ้านเสนอว่าเป็นกระต่าย แต่ผมไม่เคยเห็นกระต่ายแถวนี้เลย รอบ ๆ นี้ก็ไม่มีใครเลี้ยงกระต่าย แถมแมวข้างบ้านก็ชอบเข้ามาเดินเล่นในบ้านผม ผมจึงสรุปว่าไม่เคยมีกระต่ายเข้ามาเดินในสวนผม

นายบี : ถึงแม้จะบอกว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนการที่กระต่ายเข้ามาเดินในบ้านก็ตาม คุณสามารถพูดได้หรือว่ากระต่ายไม่มีจริงในโลกนี้? ช่างไร้เหตุผลจริง ๆ

นายเอ : (คิดอยู่ในใจ) กรูเคยพูดไหมเนี่ย???

นายบีฟันดาบใส่หุ่นฟางเข้าไปเต็มเปา แน่นอนว่าผู้อ่านที่หัวไวย่อมพอเดาออกว่า กระต่ายในที่นี้สื่อถึงUFO ผมสรุปว่า"ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าUFO เคยมาเยือนโลก" แต่ก็มีคนเข้าใจผิดคิด(โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)ว่าผมกล่าวว่า"ไม่มีมนุษย์ต่างดาวอยู่ในจักรวาลนี้" สองประโยคนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างกันมาก ประโยคแรกคือข้อสรุปของผม ประโยคหลังคือหุ่นฟางที่คนที่ต้องการเถียงผมสร้างขึ้นมา

อีกตัวอย่างหนึ่งของหุ่นฟาง(อ้างอิงจากบทความที่แล้ว)

นายเอ : เมื่อใช้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์การดูดวง จะพบว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าการดูดวงเป็นจริงเลย

นายบี : วิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งเดียวในชีวิตนะ มีอีกหลายอย่างที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เช่น ศิลปะ ความหวัง และ ความรัก ฯลฯ คุณสามารถพูดได้หรือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความสำคัญ?

นายเอ : (ตะโกนออกมาดัง ๆ ) กรูเคยพูดไหมเนี่ย?????

อันนี้แย่กว่ากรณีที่แล้วเสียอีก เหมือนกับคนที่กำลังจะสู้กับสิงโต แล้วไปสร้างหุ่นฟางรูปแมวน้ำ มันยิ่งกว่าคนละเรื่องอีก การที่บอกว่าการดูดวงเป็นเรื่องไร้สาระ มันไม่เกี่ยวอะไรกับความเห็นของผมด้านศิลปะหรือความรักเลย (แน่นอนว่าผมคิดว่าความรักเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิต)

หวังว่าทุกคน(รวมถึงตัวผมเอง)จะระวังตัวไม่ให้ใช้แทกติกทั้งสองแบบที่กล่าวมาข้างต้นนี้ (Argument from Personal Incredulity, Strawman Argument)

The Bangkok Post printed my letter. Yay!

Last year on New Year’s Eve, the Outlook section of the Bangkok Post printed a large ‘Horoscope 2008’ report which covered the front and back pages. The readers of this blog can probably guess where I stand on such matters. (Hint : I try to stand as far as possible from the stinking pile of horsesh*t called superstition.)

After seeing the horoscope, I complained to everyone within earshot. I ranted against this insult on rationality and common sense (come on, 600 million people around the world will have exactly the same fate as yours? Gimme a break.) Finally, unable to contain my complaints and wanting to vent my wrath on the Outlook section’s editor, I wrote a letter to the Bangkok Post.

There is a section in the Bangkok Post called Postbag, where letters from readers are printed. Preference were given to short letters so I had to cut my letter almost by half. Here is the letter.

Dear Postbag,

The Outlook section of Dec 31, sporting a huge ‘Horoscope 2008’ report, prompted me to ask myself, "What era are we living in?" Surely it can’t be the 21st century, where scientific and rational arguments are the norm, and evidence is required to support any claim. It must be the Sukhothai era, where science wasn’t invented yet and superstition ruled the day.

The horoscope (or made-up predictions, in other words) is an ancient superstition with no rational basis whatsoever. To call the horoscope nonsense would be an affront to the word "nonsense". Why can’t those who presume to know the future predict something useful, like anti-global warming measures or medical advances, instead of dreary, same old pedestrian lives?

At best, horoscopes are a waste of space and at worst, they promote a viewpoint based on wishful thinking. To put faith in them is to delude ourselves about the nature of reality. Our lives are much to precious to waste on such delusions

Pawin Siritanaratkul

The Bangkok Post printed my letter the very next day, titling it "Hocus-Pocus"

I learned quite a few things from this experience. First of all, my grammar wasn’t as good as I thought it was. The printed version in Postbag was somewhat edited, and it reads better compared to the email that I sent in. I apparently misused some punctuation marks and I had a few problems with articles and plural forms. I’ve always said that articles are the most common mistakes made by Thai people, and my letter was no exception. The words "the horoscope", "a horoscope", "horoscope" and "horoscopes" all have different meanings, but it’s very easy to get confused.

Another lesson is that after seeing the letter in print, I felt that I wasn’t very well written after all. It feels a bit rushed and jumbled, in some parts due to the fact that I had to shorten the letter. In hindsight, both grammatical and contextual mistakes are easy to spot, which suggests that I should spend more time revising what I write.

Every journey begins with the first step, as the saying goes, and I feel that I have made just a tiny step forward on the writer’s path. This is probably nothing compared to the published works of some of my friends (Arm, I’ll try to catch up with you), nevertheless this is an achievement that I’m proud of.