Poverty and our moral obligation

At the present, we are facing many problems all over the world. One of our most pressing concerns is the number of people who are living in poverty. If we draw the poverty line at 1.25 dollars a day, there are 1.4 billion people who have income below that line (2005). Of that number, many suffer from perpetual hunger. A large percentage of that number lives in underdeveloped parts of the word, such as Sub-Saharan Africa and South Asia. Imagine how life would be like, having to worry whether there will be a next meal or not. Eradicating poverty and hunger is a worthy goal in itself, but why does this problem still persist?

Is our lack of morals the major reason behind this problem? Imagine that you are walking down a street and you see a baby drowning in a muddy pool beside the road. There are no other people around you. You can easily wade into the water to save the baby, but it will ruin the new pair of shoes that you recently bought. Would you save the baby? Of course, the majority of the people would not hesitate to help. This seems to be an easy question with an easy answer. However, most of us in the developed world are doing the equivalent of preferring our new shoes to a baby’s life. By not contributing to efforts to help the world’s poor and underdeveloped, we let people live in suffering and die from hunger. There is a distinct difference between our moral ideals and our real-life actions.

Since our moral faculties tell us that we should act to reduce poverty, but they do not compel us to act, this means that there are other factors. The problem is not lack of morals, but the nature of human psychology, which makes us reluctant to help poor people in faraway lands. One major factor is the difference between a single real person in need, like the drowning baby in the above example, and millions of people in need who are out of sight. Research has shown that people donate more money if the description includes specific details of a single person. If the number of people in the description increases, even to two, the amount of donation significantly decreases. This trend may be explained by our evolutionary roots, where we lived in small groups of hunter-gatherers, and all of our interactions are face-to-face. We are not adapted to thinking about people who we cannot see directly. As Stalin allegedly said, “One death is a tragedy, a million deaths is a statistic.”

Another factor is the feeling of futility. When we think about donating a small amount of money, sometimes we feel like it’s only a drop in the ocean. The money may have helped a number of people, but there are a thousand times more people who do not receive aid. Research has supported this by asking a question of the form “A donation of 50$ can help 10 people in a refugee camp, but there are x more people in the camp who will not receive any help. Would you want to donate?” and varying the number x. Rationally, the number of other people in the refugee camp should not influence your decision, which should be based on how much the donation can accomplish. However, people do not act as an ideal rational agent. The greater the number x of remaining refugees, the smaller chance that someone will donate.

There are ways to overcome the psychological obstacles mentioned above. In order to make the plight of poor people more memorable, many donation-seeking groups now add pictures and/or stories of a specific person in need. When you read about the story of a nine-year-old girl in Bangladesh, see her picture, and imagine her in your mind, it’s more difficult to ignore her. As for the problem of futility, a different viewpoint may help. Instead of comparing the number of people you can help to those that you can’t, it would be more psychologically satisfying to compare the number of people you can help by making a donation, and those when you do not donate.

In conclusion, poverty is a global problem that requires a global effort to solve. We know the right thing to do, but we still do not act adequately. By focusing on the people who will benefit from more help, regardless of the amount of donation, we can get more motivated in doing something for the world’s poor. Helping these people is not just a good act, it is a moral obligation.



ชีวิตนักเรียนในญี่ปุ่น ตอนที่1: กว่าจะได้มาญี่ปุ่น

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมเคยเริ่มเขียนบันทึกเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น แล้วอัพขึ้นที่เวบเด็กดี พอเขียนไปได้ 4 ตอน เกิดงานยุ่งขึ้นมา ก็เลยหยุดเขียนไปสักพัก จากนั้นก็เลยลืม ไม่ได้เขียนต่ออีกเลย

ตอนนี้ผมเลยเอาของเก่าที่เคยลงที่เด็กดีมาลงที่นี่ แล้ววางแผนว่าจะพยายามเขียนต่อให้สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในปัจจุบันผมเรียนอยู่ในญี่ปุ่นด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในนามทุนมองบุโช (แปลว่ากระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งทุนนี้จะมีให้เด็กมัธยมปลายสอบทุกปี ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม คือขึ้นม.6เปิดเทอมไปไม่นานก็สอบเลย ตอนนี้ผมกำลังเรียนวิศวะเคมีอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว อยู่ญี่ปุ่นมาเกือบ 6 ปีแล้ว

ตอนผมอยู่ม.6 เพื่อน ๆ ทั้งห้องก็แห่กันไปสอบทุนนี้ โดยก็มีทั้งคนที่อยากไปญี่ปุ่นจริง ๆ (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) กับคนที่ไปสอบตามคนอื่นโดยไม่คิดอะไรมาก แต่ถึงแม้ตอนนั้นผมมีความตั้งใจอยากไปญี่ปุ่นจริง ๆ แต่ผมก็ไม่ได้เตรียมตัวมากมาย (เหตุผลหลักคือความขี้เกียจ) คือแค่ไปหาข้อสอบเก่ามาทำสองสามฉบับ

วิชาที่สอบสำหรับสายวิทย์ก็มี อังกฤษ เลข ฟิสิกส์ เคมี ซึ่งข้อสอบทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

อังกฤษ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่จะบอกว่ายาก โดยเฉพาะส่วนจับerrorซึ่งจะให้ประโยคมายาวยืด แต่ผมคิดว่าถ้าเตรียมตัวทำโจทย์ไปเยอะ ๆ หรือมีประสบการณ์อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ก็จะไม่น่าห่วงสักเท่าไหร่

เลข ข้อสอบสมัยผมจะมีสามข้อใหญ่ ข้อแรกจะมีข้อย่อยหลาย ๆ ข้อและจะไม่ยากมาก ประมาณระดับเอนท์ ข้อสองจะเป็นแคลคูลัส ข้อสามจะเป็นข้อพิเศษซึ่งเนื้อหาแตกต่างไปทุกปี ในปีแรกที่ผมไปสอบข้อที่สามนี้เป็นเรื่องทฤษฎีจำนวน ซึ่งผมไม่รู้เรื่องเลย ส่วนปีถัดไปเป็นโจทย์เวคเตอร์ที่ยุ่งยากพอสมควร (ผมจะอธิบายทีหลังว่าทำไมได้สอบสองรอบ)

ฟิสิกส์ มีเนื้อหาเกินม.ปลายอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ไม่ยาก

เคมี วิชาที่หินที่สุด เพราะข้อสอบเป็นตามมาตรฐานเด็กม.ปลายญี่ปุ่น ซึ่งเรียนเยอะกว่าเราในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเคมีอินทรีย์

ผมจำได้ว่าตอนออกจากห้องสอบข้อเขียนที่วิศวะจุฬา พอเดินลงมาข้างล่าง ก็เจอเด็กม.ปลายคนหนึ่งยืนดักรออยู่ คือเขาเป็นเด็กม.5ที่อยากได้ทุนญี่ปุ่น เลยมารอถามแนวข้อสอบจากเด็กม.6ที่สอบปีนี้ ผมรู้สึกชื่นชมความทุ่มเทของเขา และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายตนเองที่ไม่ได้เตรียมตัวดีกว่านี้

พอสอบข้อเขียนเสร็จ รอบต่อไปก็เป็นสอบสัมภาษณ์ ซึ่งทางโรงเรียนก็ให้รุ่นพี่ทุนญี่ปุ่นมาช่วยติวให้ ซึ่งตอนนั้นรุ่นพี่ก็บอกว่า ให้เตรียมคำตอบสำหรับคำถามใหญ่สองข้อที่ต้องโดนถามชัวร์ ๆ คือ ทำไมอยากไปเรียนญี่ปุ่น และ ทำไมอยากไปเรียนสาขาที่เราเลือก

มีรุ่นน้องมาเล่าให้ผมฟังว่า ปีหลัง ๆ เขาเริ่มเพิ่มคำถามหลักไปอีกข้อหนึ่ง คือ ถ้าคุณได้ทุนนี้แล้วจะมาจริง ๆ หรือไม่? เพราะว่าปีที่ผ่านมามีคนได้ทุนนี้แล้วทิ้งเยอะมาก (ได้ทั้งหมด16คน แต่มาจริง ๆ4คน)

พอสอบสัมภาษณ์เสร็จไปสักพักก็จะประกาศคนที่สอบสัมภาษณ์ผ่าน แต่อย่าเผลอนึกไปนะว่าจะได้ไปร้อยเปอร์เซนต์ เพราะว่าสำนักงานในไทยต้องส่งรายชื่อและผลสอบของคนที่สอบผ่านไปให้ที่ญี่ปุ่นพิจารณาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งผลรอบท้ายสุดจะออกประมาณปลายปีนั้น

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่สอบผ่านรอบสัมภาษณ์ แล้วระหว่างรอผลรอบสุดท้ายก็เผลอชะล่าใจนึกว่าจะไม่มีปัญหา แต่พอถึงวันประกาศผล ชื่อของผมก็ไม่อยู่ในรายชื่อผู้ได้รับทุน

ใบประกาศผู้ผ่านรอบข้อเขียน (มีเพื่อนอุตส่าห์ถ่ายรูปเก็บไว้)

ปรากฎว่าทางฝั่งญี่ปุ่นเขาไม่ให้ทุนผม เมื่อผมไปถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ที่สำนักข่าวสารญี่ปุ่น เขาก็บอกว่า ผมได้คะแนนข้อเขียนน้อยไปในวิชาเคมี ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาหลัก(เพราะผมเลือกไปเรียนวิศวะเคมี)

ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมร้องห่มร้องไห้อยู่สักพัก แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ สุดท้ายก็เลยกลับไปสอบเอนท์อีกรอบ แล้วก็ไปเข้าวิศวะที่จุฬา โดยมุ่งหวังที่จะสอบอีกครั้งในปีถัดไป

พอจบม.6เข้าไปเรียนในจุฬาได้ไม่นานก็ถึงเวลาสอบทุนญี่ปุ่นอีกรอบ (จำได้ว่าช่วงนั้นยังซ้อมฟันดาบเพื่อไปแข่งกีฬาเฟรชชี่อยู่พอดี) ซึ่งรอบสองนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะรอบนี้อุตส่าห์อัดความรู้เคมีมาเป็นพิเศษจากค่ายเคมีโอลิมปิก

ปีนั้นมีคนได้ทุนทั้งหมด10คน ไปญี่ปุ่นจริง8คน หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนจากวิศวะจุฬาที่มาสอบอีกรอบเหมือนกัน ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นน้องที่มารอถามข้อสอบปีที่แล้วซึ่งสอบได้ทุนปีนี้มาเป็นที่หนึ่งของสายศิลป์ เห็นได้ชัดว่าการเตรียมตัวที่ดีมีผลจริง ๆ

ในวันออกเดินทางไปญี่ปุ่น พอขึ้นเครื่องบินของJALไป สักพักก็มีการประกาศอินเตอร์คอมเป็นภาษาญี่ปุ่นมาเป็นพรวด แน่นอนว่าไม่มีใครฟังออก ผมกับเพื่อน ๆ ก็มองหน้ากันแล้วก็ตั้งปณิธานกันว่า รอบหน้าที่นั่งเครื่องบินนี้กลับไทย ต้องฟังประกาศภาษาญี่ปุ่นออกให้ได้

Murder by the hands of Islam

Today at Radio Japan, one of the news that I translated really struck a chord with me. I argued for putting it as one of the headlines, and I succeeded. People really need to pay attention and consider the implications of this story.

The news was about a governor murdered in Pakistan. (Coverage from BBC News, Time) Salman Taseer was the governor of Pakistan’s Punjab province. He was assasinated by his own bodyguard on Jan 4th in Islamabad. According to the police, the guard gave his reason as:

“This is the punishment for a blasphemer.”

The guard was referring to Taseer’s critical views of Islamic blasphemy laws in Pakistan. The blasphemy law came into focus November last year, when a Christian woman was sentenced to death for insulting the Prophet Muhammad. Taseer came out against the law, and called for her pardon.

Taseer himself did not blaspheme against Islam. He only protected the rights of others to blaspheme against Islam. For that, he was murdered. However you may feel, there is one conclusion that cannot be denied. His murder was a direct consequence of the Islamic religion.

At this point, I can imagine the usual responses and arguments against this conclusion.

Continue reading Murder by the hands of Islam