โทรศัพท์มือถือทำให้เกิดมะเร็งจริงหรือไม่?

เมื่อไม่นานนี้ มีข่าวแพร่กระจายไปทั่วว่าองค์การอนามัยโลกยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างโทรศัพท์มือถือกับมะเร็งสมอง

แต่เรื่องนี้มีมูลความจริงแค่ไหน? เราควรต้องเป็นห่วงขนาดไหน?

ก่อนอื่นเราต้องไปดูประกาศขององค์การอนามัยโลกเสียก่อน หน่วยงานที่รับมือโดยตรงกับเรื่องนี้ชื่อ International Agency for Research on Cancer (IARC)  มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีป้องกันมะเร็ง

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม IARCได้ออกแถลงข่าวฉบับหนึ่ง  มีเนื้อความหลักว่า จัดให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าแบบที่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือ อยู่ในประเภท”มีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์”

ข่าวนี้ดูเหมือนจะน่าตกใจ แต่พอศึกษาดูดี ๆ จะพบว่าเรื่องนี้ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนที่คิดไว้ในตอนแรก

ตามนิยามของ IARC การจัดประเภท”มีความเป็นไปได้”นี้แปลว่า มีหลักฐานอย่าง”จำกัด”สำหรับการก่อมะเร็งในมนุษย์

แล้วหลักฐาน”จำกัด”แปลว่าอะไร?

IARC บอกว่า มีข้อมูลที่แสดงความเกี่ยวเนื่องกันของสิ่งนี้กับมะเร็ง และอาจตีความได้ว่าสิ่งนี้ก่อมะเร็ง แต่ไม่สามารถปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ว่าข้อมูลนี้อาจเกิดจากความบังเอิญ ไบแอส หรือปัจจัยอื่น ๆ

กว่าจะอ่านประกาศรู้เรื่อง ต้องใช้เวลาพอสมควร

ก่อนอื่น ถ้ามองเรื่องนี้จากมุมมองฟิสิกส์แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่คลื่นแม่เหล้กไฟฟ้าแบบนี้จะก่อให้เกิดมะเร็ง
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่ระดับนี้ มีพลังงานไม่พอที่จะทำลายพันธะเคมีในร่างกายได้ ถ้าคลื่นจากมือถือก่อให้เกิดมะเร็งจริง มันก้คงต้องมีกลไลพิเศษแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และขัดกับความรู้ฟิสิกส์และเคมีพื้นฐาน

แต่การที่เรื่องนี้ขัดกับความรู้ปัจจุับันไม่ได้แปลว่ามันเป็นไปไม่ได้ แค่หมายความว่ามันเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก เราจึงยังไม่ควรเชื่อถ้าไม่มีหลักฐานจำนวนมากมาคาน

คราวนี้ถึงเวลาถามว่า หลักฐานที่องค์การอนามัยโลกพูดถึงนี้คืออะไร?

เท่าที่ผ่านมา มีการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างโทรศัพท์มือถือกับมะเร็งสมองจำนวนพอสมควร ถ้าจะให้เราไปตามอ่านผลทั้งหมดก็คงจะไม่ไหว เราจึงพุ่งความสนใจไปที่การสำรวจอันที่ใหญ่ที่สุด ชื่อว่า INTERPHONE Study ซึ่งการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการใช้โทรศัพท์มือถือกับเนื้องอกในสมองสองชนิด คือ glioma  กับ meningioma

INTERPHONE Study จัดทำร่วมกันใน 13 ประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อิสราเอล ออสเตรเลีย และ ญี่ปุ่น โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่น่าจะใช้โทรศัพท์มือถือมากที่สุด

การสำรวจนี้เป็นแบบ case-control คือ หากลุ่มคนที่ถูกวินิจฉัยว่ามีเนื้องอก (เรียกว่ากลุ่มcase) และจึงหาคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับคนที่เป็นโรคเหล่านี้ ทั้งในด้านอายุ เพศ และที่อยู่อาศัย (เรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่ม control) ต่อจากนั้นก็สัมภาษณ์คนทั้งสองกลุ่มเกี่ยวกับประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือ
รวมแล้วมีคนอยู่ในแต่ละกลุ่มประมาณ 5000 คน

การวัดผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือ จะวัดจาก Odds Ratio (OR)ซึ่งคือ การเปรียบเทียบอัตราส่วนของการเป็นโรคในกลุ่มสองกลุ่ม

แค่คำอธิบายเฉย ๆ อาจจะมองไม่เห็นภาพ ลองใช้ตัวอย่างดูละกัน

สมมุติว่าต้องการเปรียบเทียบสองประเภค คือประเภทคนที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจำ กับ ประเภทคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือมาแล้วเกิน1000ชั่วโมง
นับคนจากกลุ่มเป็นโรค(กลุ่มcase) กับกลุ่มไม่เป็นโรค(กลุ่มcontrol)ว่ามีคนเข้าข่ายประเภทนั้น ๆ กี่คน
สมมุติว่าผลเป็นดังตารางข้างล่างนี้

เป็นโรค

ไม่เป็นโรค

ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ

1147

1174

ใช้เกิน1000ชั่วโมง

108

103

จะเห็นได้ว่า อัตราส่วนการเป็นโรคสำหรับประเภทไม่ใช้มือถือ = (1147/1174) = 0.98
และอัตราส่วนสำหรับประเภทที่ใช้เกิน1000ชั่วโมง = (108/103) = 1.05
Odds Ratio (OR) คือเอาทั้งสองอัตราส่วนมาเทียบกัน = (1.05/0.98) = 1.07
ถ้าORอยู่ใกล้ 1 แปลว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มใช้กับไม่ใช้ ถ้าสูงกว่า 1 แปลว่ากลุ่มใช้มีโอกาสเป็นโรคมากกว่า และถ้าต่ำกว่า 1 แปลว่ามีโอกาสเป็นโรคน้อยกว่า

เมื่อเราเข้าใจความหมายของ OR แล้ว เราก็จะสามารถทำความเข้าใจกับผลการสำรวจได้

ผลสำรวจรายงานเลข OR ว่าแทบไม่ต่างจาก1 ในเกือบทุกกลุ่มที่ใช้มือถือ ไม่ว่าจะใช้มากหรือใช้น้อย อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มที่ตัวเลขมากกว่า 1 อย่างเห็นได้ชัด

การที่เลขORสูงเพียงบางกลุ่มนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะว่ามีความเป็นไปได้ที่บางกลุ่มจะบังเอิญมีผู้เป็นโรคอยู่จำนวนมากกว่าปกติ

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ควรตกใจ?

ถ้าโทรศัพท์มือถือเป็นเหตุของมะเร็งจริง เราก็คงคาดว่ากลุ่มที่ใช้น้อยจะเป็นโรคน้อย แล้วจำนวนผู้เป็นโรคจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณที่ใช้ หรือเวลาที่ผ่านไปหลังจากใช้ครั้งแรก

แต่ในกรณีนี้้ข้อมูลไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีแค่บางกลุ่มจำนวนน้อยมากที่มีอัตราเกิดโรคสูงขึ้น ส่วนกลุ่มอื่น ๆ มีอัตราใกล้1เกือบทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าอัตราเกิดโรคสูงในบางกลุ่มน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ

นอกจากข้อมูลชุดนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการสำรวจครั้งนี้ยังได้เก็บข้อมูลที่น่าสนใจไว้อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือช้างถนัดที่ใช้โทรศัพท์มือถือ

บางคนจะมีข้างที่ถนัด เช่นจะใช้โทรศัพท์มือถือกับหูขวาทุกครั้ง ถ้าโทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับมะเร็งจริง เราก็ควรจะพบว่าเกิดมะเร็งข้างเดียวกันกับหูที่ใช้ฟังโทรศัพท์มือถือ

ผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิม กล่าวคือเกือบทุกกลุ่มมีเลขORต่ำกว่าหนึ่ง มีบางกลุ่มที่สูงกว่าหนึ่ง แต่ไม่มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับปริมาณที่ใช้โทรศัพท์มือถือ

จากทั้งหมดนี้ได้ข้อสรุปว่า
1.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากมือถือมีพลังงานต่ำมาก จนไม่มีกลไกใด ๆ เท่าที่รู้ในปัจจุบันที่จะสามารถทำให้ก่อมะเร็งได้
2.ไม่มีความสัมพันธ์เด่นชัดระหว่างอัตราเกิดมะเร็งสมองกับปริมาณที่ใช้โทรศัพท์มือถือหรือข้างที่ใช้โทรศัพท์มือถือ

ได้คำตอบของปัญหาที่ตั้่งไว้ตั้นแต่ต้นบทความ คือจนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ออกมา เราก็ไม่มีเหตุผลให้สงสัยว่าโทรศัพท์มือถือเป็นต้นเหตุของมะเร็งสมอง

เอกสารอ้างอิง

“Brain tumour risk in relation to mobile telephone use: results of the INTERPHONE international case-control study”, International Journal of Epidemiology 2010, 39, 675-694

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s