Category Archives: ชีวิตนักเรียนในญี่ปุ่น

ชีวิตนักเรียนในญี่ปุ่น ตอนที่ 2 : วันแรกที่ไปถึง

ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นระดับปริญญาตรีที่ผมได้รับเป็นทุนระยะ 5 ปี คือไปเรียนภาษาญี่ปุ่นก่อน 1 ปี แล้วต่อมหาวิทยาลัยอีก 4 ปี การเรียนภาษาญี่ปุ่นก็จะมีศูนย์ใหญ่อยู่สองที่ คือที่โตเกียวกับโอซาก้า สำหรับตัวผมถูกจัดให้ไปที่โตเกียว โดยในรุ่นผมมีทั้งหมด 8 คน ได้ไปโอซาก้า 3 คน ส่วนอีก 5 คนได้ไปโตเกียว จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาแบ่งนักเรียนกันอย่างไร (แต่พวกเราชาวโตเกียวก็มีข้อสันนิษฐานว่า เขาใช้หน้าตาเป็นเกณฑ์ แน่นอนว่าคนที่หน้าตาดีจะถูกเลือกให้มาอยู่ที่โตเกียว)

ช่วงที่พวกเราออกเดินทางไปกันคือเดือนเมษายน เพราะที่ญี่ปุ่นเขาถือว่าเดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้น เป็นช่วงที่ดอกซากุระเริ่มบาน และโรงเรียนกับบริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มรับคนใหม่เข้ามา

ตอนนั้นผมไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง (สมัยนั้นสุวรรณภูมิยังไม่เปิด) ยังจำได้ว่าวันนั้นมีเพื่อน ๆ ไปส่งพอสมควรเหมือนกัน ตอนที่บอกลากับเพื่อน ๆ ผมก็ยังเฮฮาดีอยู่ แต่พอท้ายสุดกลับมาลาพ่อแม่ ผมก็น้ำตาไหลออกมาโดยที่ไม่ทันรู้ตัว มันรู้สึกวูบไปเมื่อผมได้รู้สึกตัวจริง ๆ ว่า จะต้องไปอยู่ต่างประเทศ ไปอยู่ห่างพ่อแม่และน้อง จะได้กลับบ้านรอบเร็วสุดก็ต้องรอถึงตอนสิ้นปี ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผมจะเคยไปโฮมสเตย์ที่ประเทศอื่น ๆ มาก่อน แต่โฮมสเตย์ก็ยาวอย่างมากหนึ่งเดือน ผมไม่เคยต้องห่างบ้านนานขนาดนี้มาก่อน

ผมยังจำได้อยู่ว่า คุณพ่อเป็นคนยื่นกระดาษทิชชูมาให้เช็ดน้ำตา แล้วก็บอกว่า ไปอยู่ที่นู่นแล้วให้ตั้งใจเรียน

พอเข้าไปข้างในตัวสนามบิน ผมก็ไปหาเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันที่กำลังจะไปญี่ปุ่นด้วยกัน ปรากฎว่ารอบนี้มีพวกเราป.ตรี 5 คน กับรุ่นพี่ที่ได้ทุนระดับป.โทอีกประมาณ 15 คน ที่จะนั่งเครื่องบินลำเดียวกันไปโตเกียว โดยปกติเครื่องบินจะใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมงจากกรุงเทพไปถึงสนามบินนาริตะที่โตเกียว

พอลงที่นาริตะ ออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองเสร็จ ก็มีเจ้าหน้าที่จากองค์กร JASSO (Japan Student Services Organization)มารอรับ เพราะเขาก็คงกะว่าคนที่มาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกก็คงจะยังเดินทางไปไหนมาไหนไม่ค่อยเป็น เจ้าหน้าที่เขาก็พานักเรียนบางกลุ่มขึ้นรถบัส บ้างก็ขึ้นรถไฟ แต่กลุ่มพวกเราป.ตรีห้าคนนี้พิเศษสุด ได้นั่งแท็กซี่ตรงไปส่งที่หอเลย นั่งแท็กซี่ไปประมาณสองชั่วโมง มิเตอร์ขึ้นมาถึงประมาณตั้งสามหมื่นเยน (คือหนึ่งหมื่นบาท) ซึ่งโชคดีอันนี้เราไม่ต้องออกเอง ทางองค์กรเป็นคนออกให้

พอไปถึงที่หอตอนค่ำ ๆ  ก็มีหัวหน้าโรงเรียนภาษาญี่ปุ่นอุตส่าห์มาต้อนรับ พร้อมกับรุ่นพี่คนไทยอีกหลาย ๆ คน ซึ่งทำให้ผมประทับใจในความอบอุ่นของคนไทยที่นี่ ที่พยายามมาให้ช่วยรุ่นน้องปรับตัวเข้ากับที่นี่ให้เร็วที่สุด และไม่ให้รู้สึกเคว้งเวลาเพิ่งมาถึงญี่ปุ่นใหม่ ๆ

หลังจากจับฉลากห้องพัก แล้วเอาของขึ้นไปเก็บที่ห้องเสร็จ รุ่นพี่ก็พาไปกินอาหารเย็นมื้อแรกในญี่ปุ่น ที่ร้านอาหารชื่อบามิยัน แถว ๆ สถานีรถไฟโทบิตะคิว ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้หอ จริง ๆ คำว่าใกล้นี้หมายความว่าต้องอยู่ไปสักพักถึงจะเริ่มรู้สึกว่าใกล้ แต่ในคืนแรกนั้นเดินไปเกือบยี่สิบนาที ซึ่งตอนนั้นก็คิดในใจว่าไม่เห็นใกล้ตรงไหนเลย

ในร้านอาหาร แน่นอนว่าเมนูทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด พวกผมไม่มีใครอ่านออกอยู่แล้ว ก็ต้องอาศัยให้รุ่นพี่แปลให้ แต่ก็มีชื่ออาหารบางชนิดที่ผมชี้ถามรุ่นพี่ที่อยู่มาญี่ปุ่นสามสี่ปี แล้วเขาตอบว่าอ่านไม่ออก และสอนให้อ่านว่า โคเระ (แปลว่า “อันนี้”) จำได้ว่าตอนนั้นช็อคมาก ที่ขนาดรุ่นพี่ที่อยู่มานานยังอ่านคันจิบางตัวไม่ออกเลย แล้วตัวเราเองจะไปรอดอย่างไรเนี่ย?

 

พอกินข้าวเสร็จก็กลับไปที่หอ แล้วก็ไปรวมตัวกันที่ห้องนอนคนหนึ่ง แล้วก็รุ่นพี่ก็ถามตอบพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ เช่น ถามว่าทำไมถึงอยากมาญี่ปุ่น มาเรียนคณะอะไร แล้วรุ่นพี่ก็ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโรงเรียนภาษาญี่ปุ่น เกือบทุกคนจะบอกตรงกันว่า ปีศูนย์นี้ (คือที่นี่จะเรียกปีที่โรงเรียนภาษา คือปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ว่าปีศูนย์) เป็นปีที่เครียดที่สุดและแต่ก็จะเป็นปีที่รู้สึกสนุกที่สุดด้วย

นั่งคุยกันไปได้สักพัก ก็มีพี่คนหนึ่งควักไพ่ออกมาจากกระเป๋าแล้วเริ่มสอนเกมไพ่ชื่อ “นโปเลียน” ให้พวกผม ซึ่งเกมนี้เป็นเกมที่คนไทยที่นี่เล่นกันเกือบทุกครั้งที่มีการรวมตัวกัน ผมเป็นคนที่ชอบเล่นไพ่อยู่แล้วก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ก็แอบสงสารเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เป็นผู้หญิงอีกสองคน ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยชอบเล่นไพ่เท่าไหร่ พวกเขาคงคิดอยู่ในใจว่า “มาถึงญี่ปุ่นวันแรกก็จับเล่นไพ่เลยเนี่ยนะ?”

แค่นั้นยังไม่พอ หลังจากเล่นไพ่ไปจนเริ่มรู้สึกว่าดึกแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน แต่ก็มีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งที่อยากเล่นไพ่ต่อ ก็เลยขอยืมห้องนอนผม ผมก็เลยต้องจบวันแรกในญี่ปุ่นด้วยการขนเครื่องนอนเป็นตั้ง ไปขออาศัยห้องเพื่อนนอนคืนนั้น

Advertisements

ชีวิตนักเรียนในญี่ปุ่น ตอนที่1: กว่าจะได้มาญี่ปุ่น

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมเคยเริ่มเขียนบันทึกเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น แล้วอัพขึ้นที่เวบเด็กดี พอเขียนไปได้ 4 ตอน เกิดงานยุ่งขึ้นมา ก็เลยหยุดเขียนไปสักพัก จากนั้นก็เลยลืม ไม่ได้เขียนต่ออีกเลย

ตอนนี้ผมเลยเอาของเก่าที่เคยลงที่เด็กดีมาลงที่นี่ แล้ววางแผนว่าจะพยายามเขียนต่อให้สม่ำเสมอที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในปัจจุบันผมเรียนอยู่ในญี่ปุ่นด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในนามทุนมองบุโช (แปลว่ากระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งทุนนี้จะมีให้เด็กมัธยมปลายสอบทุกปี ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม คือขึ้นม.6เปิดเทอมไปไม่นานก็สอบเลย ตอนนี้ผมกำลังเรียนวิศวะเคมีอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว อยู่ญี่ปุ่นมาเกือบ 6 ปีแล้ว

ตอนผมอยู่ม.6 เพื่อน ๆ ทั้งห้องก็แห่กันไปสอบทุนนี้ โดยก็มีทั้งคนที่อยากไปญี่ปุ่นจริง ๆ (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) กับคนที่ไปสอบตามคนอื่นโดยไม่คิดอะไรมาก แต่ถึงแม้ตอนนั้นผมมีความตั้งใจอยากไปญี่ปุ่นจริง ๆ แต่ผมก็ไม่ได้เตรียมตัวมากมาย (เหตุผลหลักคือความขี้เกียจ) คือแค่ไปหาข้อสอบเก่ามาทำสองสามฉบับ

วิชาที่สอบสำหรับสายวิทย์ก็มี อังกฤษ เลข ฟิสิกส์ เคมี ซึ่งข้อสอบทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

อังกฤษ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่จะบอกว่ายาก โดยเฉพาะส่วนจับerrorซึ่งจะให้ประโยคมายาวยืด แต่ผมคิดว่าถ้าเตรียมตัวทำโจทย์ไปเยอะ ๆ หรือมีประสบการณ์อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ก็จะไม่น่าห่วงสักเท่าไหร่

เลข ข้อสอบสมัยผมจะมีสามข้อใหญ่ ข้อแรกจะมีข้อย่อยหลาย ๆ ข้อและจะไม่ยากมาก ประมาณระดับเอนท์ ข้อสองจะเป็นแคลคูลัส ข้อสามจะเป็นข้อพิเศษซึ่งเนื้อหาแตกต่างไปทุกปี ในปีแรกที่ผมไปสอบข้อที่สามนี้เป็นเรื่องทฤษฎีจำนวน ซึ่งผมไม่รู้เรื่องเลย ส่วนปีถัดไปเป็นโจทย์เวคเตอร์ที่ยุ่งยากพอสมควร (ผมจะอธิบายทีหลังว่าทำไมได้สอบสองรอบ)

ฟิสิกส์ มีเนื้อหาเกินม.ปลายอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ไม่ยาก

เคมี วิชาที่หินที่สุด เพราะข้อสอบเป็นตามมาตรฐานเด็กม.ปลายญี่ปุ่น ซึ่งเรียนเยอะกว่าเราในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเคมีอินทรีย์

ผมจำได้ว่าตอนออกจากห้องสอบข้อเขียนที่วิศวะจุฬา พอเดินลงมาข้างล่าง ก็เจอเด็กม.ปลายคนหนึ่งยืนดักรออยู่ คือเขาเป็นเด็กม.5ที่อยากได้ทุนญี่ปุ่น เลยมารอถามแนวข้อสอบจากเด็กม.6ที่สอบปีนี้ ผมรู้สึกชื่นชมความทุ่มเทของเขา และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายตนเองที่ไม่ได้เตรียมตัวดีกว่านี้

พอสอบข้อเขียนเสร็จ รอบต่อไปก็เป็นสอบสัมภาษณ์ ซึ่งทางโรงเรียนก็ให้รุ่นพี่ทุนญี่ปุ่นมาช่วยติวให้ ซึ่งตอนนั้นรุ่นพี่ก็บอกว่า ให้เตรียมคำตอบสำหรับคำถามใหญ่สองข้อที่ต้องโดนถามชัวร์ ๆ คือ ทำไมอยากไปเรียนญี่ปุ่น และ ทำไมอยากไปเรียนสาขาที่เราเลือก

มีรุ่นน้องมาเล่าให้ผมฟังว่า ปีหลัง ๆ เขาเริ่มเพิ่มคำถามหลักไปอีกข้อหนึ่ง คือ ถ้าคุณได้ทุนนี้แล้วจะมาจริง ๆ หรือไม่? เพราะว่าปีที่ผ่านมามีคนได้ทุนนี้แล้วทิ้งเยอะมาก (ได้ทั้งหมด16คน แต่มาจริง ๆ4คน)

พอสอบสัมภาษณ์เสร็จไปสักพักก็จะประกาศคนที่สอบสัมภาษณ์ผ่าน แต่อย่าเผลอนึกไปนะว่าจะได้ไปร้อยเปอร์เซนต์ เพราะว่าสำนักงานในไทยต้องส่งรายชื่อและผลสอบของคนที่สอบผ่านไปให้ที่ญี่ปุ่นพิจารณาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งผลรอบท้ายสุดจะออกประมาณปลายปีนั้น

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่สอบผ่านรอบสัมภาษณ์ แล้วระหว่างรอผลรอบสุดท้ายก็เผลอชะล่าใจนึกว่าจะไม่มีปัญหา แต่พอถึงวันประกาศผล ชื่อของผมก็ไม่อยู่ในรายชื่อผู้ได้รับทุน

ใบประกาศผู้ผ่านรอบข้อเขียน (มีเพื่อนอุตส่าห์ถ่ายรูปเก็บไว้)

ปรากฎว่าทางฝั่งญี่ปุ่นเขาไม่ให้ทุนผม เมื่อผมไปถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ที่สำนักข่าวสารญี่ปุ่น เขาก็บอกว่า ผมได้คะแนนข้อเขียนน้อยไปในวิชาเคมี ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาหลัก(เพราะผมเลือกไปเรียนวิศวะเคมี)

ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมร้องห่มร้องไห้อยู่สักพัก แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ สุดท้ายก็เลยกลับไปสอบเอนท์อีกรอบ แล้วก็ไปเข้าวิศวะที่จุฬา โดยมุ่งหวังที่จะสอบอีกครั้งในปีถัดไป

พอจบม.6เข้าไปเรียนในจุฬาได้ไม่นานก็ถึงเวลาสอบทุนญี่ปุ่นอีกรอบ (จำได้ว่าช่วงนั้นยังซ้อมฟันดาบเพื่อไปแข่งกีฬาเฟรชชี่อยู่พอดี) ซึ่งรอบสองนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะรอบนี้อุตส่าห์อัดความรู้เคมีมาเป็นพิเศษจากค่ายเคมีโอลิมปิก

ปีนั้นมีคนได้ทุนทั้งหมด10คน ไปญี่ปุ่นจริง8คน หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนจากวิศวะจุฬาที่มาสอบอีกรอบเหมือนกัน ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นน้องที่มารอถามข้อสอบปีที่แล้วซึ่งสอบได้ทุนปีนี้มาเป็นที่หนึ่งของสายศิลป์ เห็นได้ชัดว่าการเตรียมตัวที่ดีมีผลจริง ๆ

ในวันออกเดินทางไปญี่ปุ่น พอขึ้นเครื่องบินของJALไป สักพักก็มีการประกาศอินเตอร์คอมเป็นภาษาญี่ปุ่นมาเป็นพรวด แน่นอนว่าไม่มีใครฟังออก ผมกับเพื่อน ๆ ก็มองหน้ากันแล้วก็ตั้งปณิธานกันว่า รอบหน้าที่นั่งเครื่องบินนี้กลับไทย ต้องฟังประกาศภาษาญี่ปุ่นออกให้ได้