The Land of Restricted Speech

In a land where you are handed a 20-year jail sentence for sending 4 messages, do you have freedom of speech?

Of course not. What a ridiculous question.

Is the jail sentence appropriate? Should lese majesty be a crime, punishable by law?

If your answer to both questions is something other than an immediate “NO!”, you’ve got some serious rethinking to do.

Whenever I start this kind of discussion, I find that people always bring up a lot of irrelevant points to obscure the issue. So let’s get them out of the way first.

For example, some reply that the King is a great person and he should be respected. This is totally irrelevant. I don’t care if he’s the son of God or a totally despicable person. No one should be exempted from criticism.

Another criticism that I’ve received is that this issue is a small one, so I should be focusing on more important problems. This is an outright fallacy. The existence of a bigger problem does not make smaller problems disappear. And this issue is surely a most important one for the guy who’s about to go to jail.

Another irrelevant comment: that the King was not behind this lese majesty law. So what? That point is not under dispute. We are talking about whether a criticism of a special person should be a crime or not.

One more side issue: that the man will surely be pardoned by the King. Then why send him to jail in the first place? This does not negate the fact that criticism of the King is a crime under Thai law.

One last fallacy: Some say we shouldn’t change the situation, because the institution of monarchy has been with us for a long time. This reasoning can also be used to justify slavery, racism, and denial of women’s rights.

Why do I want this right to freely express my opinions? Because I do not want the law enforcement to tell me who I can and cannot criticize. Because the right not to be offended does not exist. Because I think that suppressing contrary opinions only show that you have no reasonable replies. Because I don’t want the lese majesty law to be used as a tool to discredit others.

The only way to stop any kind of criticism, irony, or disrespect on the internet is to cut the internet connection in Thailand. The same goes for phone and message systems. While you’re at it, why not stop teaching people how to read and write? That’s the only surefire way to stop every unwanted expression.

When all is said and done, it comes down to this question: Are you for free speech or not?

I think Voltaire had the best answer when he said “Even though I do not agree with what you say, I will defend to the death your right to say it.”

If this essay makes you angry, that means I got my point across. If it doesn’t, I’m glad you’re on the side of free speech.

วิจารณ์อย่างใช้ความคิด

เวลาที่ใจมันอยากว่าคนอื่น บางทีมันก็ห้ามไม่อยู่

การกระทำของคนบางคนสมควรถูกวิจารณ์จริง แต่เราก็ควรวิจารณ์ในเรื่องที่มีสาระ

Beware of Smiling Crabs 2ตัวอย่างเช่นนายกปูของพวกเรา

ก่อนหน้านี้เธอถูกรุมประนามมากมาย เพราะว่าเธออ่านประกาศอย่างตะกุกตะกัก อ่านถูกบ้างผิดบ้าง สะดุดไปสะดุดมา ฟังแล้วเหนื่อยแทน

แล้วไง?

นี่มันนายก ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าว ถ้าการประเมินความสามารถการบริหารขึ้นอยู่กับความคล่องในการอ่านออกทีวี ป่านนี้ก็ควรต้องเกณฑ์ผู้ประกาศข่าวมาเป็นรัฐมนตรีแล้ว

จากประสบการณ์ส่วนตัวโดยตรง ผมพูดได้ว่า การอ่านข่าวหรือประกาศ ออกถ่ายทอดไม่ว่าจะเป็นทีวีหรือวิทยุนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย การประหม่าเป็นเรื่องธรรมชาติมาก แม้แต่ผู้ประกาศที่ประสบการณ์สูงก็ยังอ่านผิดได้

มีจุดอื่นให้ต่อว่าอีกมากมาย ทำไมต้องมาโจมตีจุดที่ไร้สาระด้วย?

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ รูปที่คุณปูใส่รองเท้าบูทราคาสูงไปเยี่ยมเขตน้ำท่วม

ก็โดนหาว่าใช้ของแพง

แล้วจะให้เขาทำอย่างไร? เขาคงไม่ได้ซื้อบูทยี่ห้อหรูมาเพื่อลุยน้ำโดยเฉพาะหรอก เขามีอะไรก็ใส่อย่างนั้น จะให้เขาซื้อรองเท้าบูตเก่า ๆ เพิ่มอีกเพื่อลุยน้ำโชว์ด้วยหรือ

แล้วรองเท้ามันเกี่ยวอะไรกับการจัดการภัยพิบัติ? มันเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลยต่อการบริหารประเทศยามวิกฤต

ก่อนจะมีผู้เข้าใจผิด ขอย้ำว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าจะปกป้องรัฐบาลปัจจุบัน

ไม่เลย ยังมีจุดที่น่าวิพากษ์วิจารณ์อยู่อีกเป็นกอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารน้ำ การจัดการของบริจาค หรือว่าการเล่นพรรคเล่นพวก

สิ่งที่ต้องการจะสื่อคือ รู้แล้วว่าคุณไม่ชอบเขา คุณพยายามจะหาเรื่องที่จะติเขาให้ได้ แต่มันยังมีเรื่องที่เป็นแก่นสารกว่านี้ให้ติอีกมากมาย

ขอให้วิจารณ์แบบมีสาระหน่อย

 

น้ำท่วมทำลายความงมงาย

พูดง่าย ๆ ได้ว่า น้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้ ได้ทำลายความเชื่อในเรื่องงมงายได้ถึงสองชนิด

คือ เรื่องโหรทำนาย กับเรื่องกฎแห่งกรรม

สังเกตได้ว่า ไม่มีโหรคนไหนเคยบอกล่วงหน้า อย่างชัดเจน ไม่กำกวม ว่าน้ำจะท่วมขนาดนี้ ไม่เคยมีใครทำนายว่าน้ำจะท่วมหลายสิบจังหวัด ท่วมนิคม 7 แห่ง

แน่นอนว่าเราไม่นับคำทำนายลอย ๆ เช่น บอกว่าจะเกิดหายนะ ทุกปีมันต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอยู่แล้ว ถ้าแน่จริงต้องทำนายให้ได้ว่าจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ ขนาดประมาณไหน นานเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมาพูดกัน

ส่วนพวกโหรที่ออกมาพูดหลังเกิดน้ำท่วมว่า เป็นเพราะดวงของดาวนู้นไปชนดาวนี้ ชะตาประเทศเลยไม่ดี ยิ่งไม่ต้องมาเสนอหน้าเลย คำทำนายหลังเกิดเหตนี้ ลิงที่ไหนก็ทำได้เหมือนกัน

เรื่องที่สอง ภัยธรรมชาติทั้งหลายนั้นสอนให้เรารู้ว่า ระบบศีลธรรมของศาสนาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องหลอกเด็ก ไม่ว่าจะเป็นกฎแห่งกรรมหรือพระเจ้าลงโทษก็ตาม

ในภัยธรรมชาติครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุเฮอริเคน หรือแผ่นดินไหวก็ตาม ย่อมมีคนเสียชีวิต เป็นหลักร้อยหลักพัน มีคนต้องอพยพ เป็นหลักหมื่นหลักแสน

สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำหรือว่า คนที่เสียชีวิตทุกคน รวมถึงเด็กเล็ก ๆ สมควรโดนลงโทษขนาดนี้? แม้กระทั่งเด็กทารกที่ไม่เคยมีโอกาศได้ทำอะไรด้วยหรือ?

ถ้าจะอ้างว่าเป็นกรรมจากชาติก่อน ก็ยังต้องถามอยู่ดีว่า มีคนที่ทำความผิดชนิดที่สมควรตายจากภัยธรรมชาติ อยู่บนโลกอย่างมากมายขนาดนี้เลยหรือ?

ภัยธรรมชาติบอกเราว่า ถ้ากฎแห่งกรรมมีอยู่จริง มันก็เป็นกฎที่เส็งเคร็ง ไร้ซึ่งความน่าเคารพ หรือว่าถ้าพระเจ้ามีอยู่จริง ก็คงเป็นพระเจ้าที่โหดร้ายทารุณ ชอบชำแหละชีวิตมนุษย์เหมือนเป็นของเล่น

ภัยธรรมชาติ เป็นปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ต้องการการแก้ไขที่มีรากฐานอยู่บนความเป็นจริง

ไม่ใช่ไปอ้างอิงนิทานหลอกเด็ก

The Anti-Gamer Bias

This article, brought to me by a Magic: the Gathering player in my Twitter feed, got me thinking about the bias against gamers in society. The article was about a woman who went on a date, only to be shocked that the guy was a world champion of Magic! (The one and only Jon Finkel)

According to her, the fact that Jon was still playing and had met some of his best friends through the game were strikes against him. She was repulsed by the fact that he was dedicated enough to become one of the best at this game.

The bias just shows.

Why should gamers be stigmatized by their society, just because they have a particular hobby? Of course, I can’t force that woman to like gamers, but her attitude just doesn’t seem fair. I’m sure she would behave differently if the guy in question was, for example, a sportsman or an artist.

Gamers are looked down upon, apparently because games seem to be a trivial activity. But if you really think about it, every other pursuit can be made to sound trivial.

For example (warning: sarcasm ahead):

Basketball: So you’re practicing putting balls through hoops, and then you pick the balls up and start over?

Golf: Now you’re just knocking balls down some holes.

Singing: You speak the same words over and over to yourself, accompanied by a tune?

Stock exchange: Watching numbers go up and down the whole day seems really fun.

Writing: You type some words, then type some more words, then type some more words, …

So who is to judge whether one hobby is more “acceptable” than another?

The point is that we have hobbies because we find enjoyment in them. That’s all. Hobbies are how we express our physical, mental and intellectual abilities. As long as our hobbies do not infringe on other people’s rights, all hobbies are acceptable.

And anyone who says otherwise is just a biased snob.

I’ll end this article with a personal anecdote. Last year, a close friend came to visit me in Japan. Near the end of his visit, he wanted to buy Gundam plastic figurines, which he loved as a boy. But he was not sure whether he should buy some or not.

“I want these, but it would seem childish for an adult to play with them, wouldn’t it?”

“Who cares? Are you going to let other people judge your preferences?”

The guy went home with 4 boxes of plastic figures.

หนึ่งวันในชีวิตนักเคมี กับเพื่อนร่วมห้องแล็บที่น่าถีบ

เหตุการณ์ต่อไปนี้ทั้้งหมดเป็นเรื่องจริง แต่ขอใช้นามสมมุติเพื่อปกป้องท้้งผู้ที่บริสุทธิ์และผู้ที่ไม่ค่อยบริสุทธิ์

ห้องแล็บที่ผมอยู่นั้นถือได้ว่าเป็นห้องแล็บขนาดใหญ่ มีนักเรียนระดับปริญญาตรี โท เอก รวมแล้วเกือบ 40 คน ถ้ารวมอาจารย์ โพสต์ด็อค กับเลขาต่าง ๆ ก็จะได้ประมาณ 50 คน แน่นอนว่าในจำนวนนี้ก็ย่อมมีผู้ที่เป็นที่รักของพวกพ้อง และก็มีผู้ที่พวกพ้องไม่ค่อยชอบขี้หน้าเท่าไหร่

มีชายผู้หนึ่ง สมมุติว่าชื่อนายเอ เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มหลัง

ขอเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับนายเอสักสองเรื่องละกัน

เรื่องแรก
ในห้องแล็บจะมีตู้ใบหนึ่ง ข้างในมีถังขนาดใหญ่หลายสิบใบที่มีไว้สำหรับใส่ของเหลวที่จะทิ้ง แต่ละถังก็จะมีป้ายแปะชนิดไว้ มีตั้งแต่ชนิด A ไปจนถึงชนิด K ซึ่งแต่ละชนิดก็มีไว้สำหรับทิ้งของเหลวคนละแบบกัน ส่วนวิธีการทิ้งก็มีเขียนบอกไว้หน้าตู้อย่างชัดเจน โดยเขียนไว้เป็นแผนผังต้นไม้ ไล่ตอบคำถามไปเรื่อย ๆ เช่น “ของเหลวนี้มีสารปรอทอยู่หรือไม่?” “ของเหลวนี้มีกรดเกิน 5 %หรือไม่?” ถ้าใช่ก็ไปทางหนึ่ง ไม่ใช่ก็ไปอีกทางหนึ่ง จะกระทั่งถึงปลายทางก็จะรู้ว่าต้องทิ้งลงถังใบใหน

คราวนี้บังเอิญว่าในตู้นี้มีถังสารกรดเกลือตั้งไว้อยู๋อีกถังหนึ่ง ถังกรดเกลือนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับของเหลวทิ้งเลย แค่ถังมันขนาดใหญ่และไม่มีที่เก็บ เลยเอามายัดไว้ในตู้นี้ ทั้งขนาด รูปร่าง และสีของถังกรดเกลือนี้ก็ต่างกับถังของเหลวทิ้งโดยสิ้นเชิง

ท่านผู้อ่านน่าจะพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

วันหนึ่งผมต้องการใช้กรดเกลือ พอไปหยิบถังกรดเกลือออกมาจากตู้ก็เห็นว่ามีโน้ตแปะอยู๋ที่ข้างถัง ในโน้ตนั้นมีข้อความว่า

“ผมบังเอิญทิ้งของเหลวลงไปในถังนะ ระวังด้วยละกัน ลงชื่อ นายเอ”

เวรกรรม ตอนนั้นรู้สึกถึงอารมณ์อยากต่อยคนขึ้นมาทันที

จริง ๆ แล้วนายเอก็เพิ่งเข้าแล็บนี้มาได้ไม่นาน ถ้าเกิดเทของเหลวทิ้งลงผิดถัง (เช่นจากการสับสนตอนไล่ตามแผนผังวิธีแบ่งชนิด) ก็อาจจะพอให้อภัยได้บ้าง หรือถ้าไม่รู้เรื่องจริง ๆ ก็ถามนักเรียนคนอื่นก็ได้ ในห้องแล็บนี้มีนักเรียน 2 คนที่รับผิดชอบเรื่องทิ้งของเหลวโดยเฉพาะ ถ้าถามก็คงมาสอนให้

แต่เหตุการณ์นี้เห็นได้ชัดว่า นายเอไม่มีความตั้งใจจะดูถังในตู้ตั้งแต่แรก เขาคงเดินมาถึงตู้ เปิดตู้ออก หยิบสุ่มมาถังหนึ่ง เทมั่ว ๆ ลงไป แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ความมาแตกตรงที่ว่า ถังที่เทไปมันไม่ใช่สำหรับทิ้งสาร มันคือถังสารเคมีสำหรับใช้การต่างหาก

ผมเลยได้รู้ว่า นายเอเป็นคนที่ไม่ฟังผู้อื่น ถือว่าตัวเองรู้ดี ไม่ต้องถามผู้อื่น หรือไม่ก็เป็นพวกที่ไม่สนใจกฎระเบียบของสังคม เอาแต่ว่าตัวเองสบายไว้ก่อน

ไม่ว่าอย่างไหนก็แย่พอกัน

เรื่องที่สอง
เรื่องนี้มีเพื่อน ขอเรียกว่านายบี มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างเขากับนายเอ
เรื่องมีอยู่ว่า นายเอต้องการส่งสารตัวอย่าง ไปให้บริษัทภายนอกตรวจสอบดู เขาเลยมาถามนายบีว่าต้องทำอย่างไร

นายบี: ส่งสารตัวอย่างไปที่บริษัททอปปังนะ
นายเอ: โอเค ๆ เข้าใจแล้ว บริษัทดูปองท์ใช่ใหม?
นายบี: ไม่ใช่ ๆ บริษัททอปปังนะ ทอปปัง
นายเอ: โอเค ๆ

วันรุ่งขึ้น นายเอกลับมาถามอีก

นายเอ: ขอที่อยู่บริษัทดูปองท์ได้ใหม?
นายบี: เอ้ย ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ดูปองท์ ทอปปังต่างหาก ทอปปัง
นายเอ: โอเค ๆ เข้าใจแล้ว

วันต่อมา อาจารย์ส่งเมลมาถามนายบี
อาจารย์: เออ ได้ข่าวจากนายเอว่าเรามีการติดต่อกับบริษัทดูปองท์ด้วยหรือ? มันไปมายังไงเนี่ย?
นายบี: (พูดกับตัวเอง) ตูว่าแล้วมันต้องลงเอยแบบนี้

จากเรื่องนี้ก็ได้รู้ว่า นายเอชอบถือเอาว่าตัวเองรู้ดีสุด ถ้าคิดว่าตัวเองถูกแล้วก็จะไม่ฟังคนอื่น

เหตุการณ์ที่หยิบยกมานี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างในหลายสิบเรื่องที่นายเอได้สร้างวีรกรรมไว้ จนชื่อของเขาเป็นที่ลือนามไปทั้งห้องแล็บ

ปกติแล้วผมจะพยายามปฏิบัติตนอย่างไม่มีอคติต่อบุคคลอื่น แต่กรณีของนายเอต้องขอเป็นข้อยกเว้น

The best of my letters to Postbag

Postbag, a forum for letters from the readers of the Bangkok Post, has become one of my favorite places to voice my complaints. I sent my first letter about 4 years ago, and I’ve been writing one every few months when a topic strikes a chord. Postbag generously publishes most of my letters, sometimes with editing for style and clarity. I’m grateful for the editing, which makes my letters read better without changing their substance.Here are 3 letters that I’m proud of.

The first one was a response to the Thai Army’s fake bomb detector scandal.

The Army’s decision to continue using the fake bomb detectors is simply disgraceful and it shows a remarkable lack of clear thinking. Would they have allowed defective guns to be used after finding out that they don’t work?

Why does the army still think the detectors are effective, even after being shown that they’re no better than random finger pointing? One of the reasons may be the “confirmation bias”. Simply put, the random successes tend to have a large impression and they are more easily recalled. On the other hand, failures are easily forgotten. Even if the failures are remembered, various excuses can be made as to why it didn’t work in that particular instance.

This “count the hits, forget the misses” approach leads to a false impression that these detectors are effective. This bomb detector scandal is just one example of where our feeling-based decision making fails us, and rigorous testing by the scientific method must be relied upon.

The second one was about the incredibly childish conflict between Thailand and Cambodia.

Concerning the ongoing territorial conflict between Thailand and Cambodia, I would like to present an alternative view to the mainstream nationalist wisdom. At present, the conflict is focused on a disputed 4-square kilometer piece of terrain surrounding the Phra Viharn temple. If relinquishing our claims to the territory would end the conflict, it would be in our interest to do so.

When I suggest that we give up land in the name of peace, there are counterclaims on the issue of further encroachment. As the nationalists would say, give them a square inch and they will take a rai. But on reflection, this objection seems absurd. The area in dispute is incredibly small to the point of insignificance in the larger scheme of things. The rest of the border is well demarcated, and to suggest that losing a small plot of land leads to larger losses is just fear mongering.

Other objections include claims that giving up the territory would result in massive loss of future revenue. National pride is also often mentioned. But nothing has value in a vacuum, and only comparisons can make a valuation meaningful. Is this plot of land worth the lives of ten soldiers? How about five, or even one soldier? Is it worth starting a war? People who spout nationalistic slogans, to protect the territory no matter the cost, can often be found far behind the fighting lines.

This incident reminds me of two children fighting over a toy. What will it take to stop this childish quarrel? A broken toy and a bloody nose may bring some sense back before it’s too late.

The third letter was about the discrimination of women in religion.

Your article in last Sunday’s Spectrum by Tunya Sukpanich, “Gender and religion: Where nuns fear to tread”, raised an important issue. The article quoted a monk of authority in Thailand saying that nuns are not allowed to manage temples, as if it were a simple question of right and wrong. In many religions, Buddhism included, women are effectively treated as second-class citizens.

If such discrimination were found in any other modern social institution, it would be heavily and correctly criticised. Imagine the police department saying women can’t be on the force, or a school saying women can’t be teachers or head a department.

Gender discrimination should not be permitted under the cover of religion, and there is no reason why religious organisations should be exempt from the kind of scrutiny other organisations face. Religion hides behind a wall of undeserved respect, and it’s time for this wall to be torn down. We need to be able to criticise religion, fully and unashamedly.

Some people inevitably will bring up the ”It’s traditional” defence, as if this can excuse all discrimination. But the same could be said of slavery before it became a thing of the past.
In the modern world, where gender equality is an obvious fact, all discrimination against women should be left behind.

After writing a few of these, I started to realize that writing in a letter format helps me to condense my thoughts. Letters need to be short and to the point, so I shape my arguments accordingly.  Thanks to Postbag for letting me share my ideas and practice writing at the same time.

นักวิจัยขั้นฝึกหัด ตอนที่ 1

“ก่อนจบปีสี่ ผมอยากให้คุณเขียนเปเปอร์หนึ่งอันนะ”
นี่เป็นคำพูดของอาจารย์ผม ในวันแรกที่ผมเพิ่งเข้าห้องแล็บไป

เปเปอร์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ เป็นเครื่องหมายของผลงานทางวิทยาศาสตร์ ยิ่งงานวิจัยของคุณมีความแปลกใหม่และน่าเชื่อถือมากเท่าใดก็ยิ่งมีสิทธิ์ได้ลงวารสารที่ดังมากขึ้นเท่านั้น

ในตอนนั้นผมเป็นเพียงนักเรียนป.ตรี เพิ่งจบปีสามหมาด ๆ ยังไม่รู้ิอิโหน่อิเหน่อะไรเลยเกี่ยวกับการสร้างสรรค์งานวิจัย ผมถามตัวเองว่าจะทำได้จริงหรือนี่?

ในระบบการเรียนสายวิทย์ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ตอนปีหนึ่งถึงปีสามจะให้เรียนในห้อง และทำแล็บพื้นฐานตามปกติ แต่เมื่อขึ้นปีสี่แล้วจะให้เลือกเข้าห้องแล็บห้องหนึ่งในภาค จากนั้นก็ทำวิจัยล้วน ๆ ในห้องแล็บนั้น ๆ ทั้งปี โดยไม่ต้องลงคาบเรียนอีกเลยก็ได้(ถ้าเก็บหน่วยกิตมาครบตอนปีสาม)

วิธีการเลือกห้องแล็บก็ดันเป็นแบบต้องพึ่งโชคล้วน ๆ คือแทนที่จะเป็นระบบที่ให้คนที่มีเกรดสูงกว่าเลือกก่อน กลับกลายเป็นจับฉลากวัดดวงกัน ใครที่เลือกเข้าแล็บที่มีคนเลือกเยอะ ก็มีสิทธิโดยจับฉลากไปอยู่แล็บที่ไม่มีใครอยากเข้าแทน (เช่นแล็บที่อยู่ในแคมปัสอื่นซึ่งห่างใกลความเจริญ)

วันจับฉลาก ผมก็ลังเลใจระหว่างสองแล็บ แล็บหนึ่งวิึจัยเรื่องการระเบิดของก๊าซ ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจขนาดนั้น แต่ดูท่าว่าจะมีคนเลือกน้อย ถ้าผมเลือกแล็บนี้ก็น่าจะได้ชัวร์
ส่วนอีกแล็บหนึ่งทำสารที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาแยกน้ำให้กลายเป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจน (สารประเภทนี้เรียกว่า photocatalyst หรือสารเร่งปฏิกิริยาที่ใช้พลังงานแสง) เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก แต่ก็มีคนอยากเข้ามากเช่นกัน

หลังจากทุกคนไตร่ตรองกันเสร็จ มีคน 6 คน(รวมผมด้วย) เลือกที่จะเสี่ยงจับฉลากเข้าแล็บอันหลังนี้ ซึ่งเข้าได้มากสุด 4 คน

ทั้ง 6 คนเปิดฉลากพร้อมๆ กัน กระดาษของผมว่างเปล่า

ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะกระดาษของคนที่วืดจะมีกากบาทเขียนอยู่

ผมหันไปแสดงความยินดีกับเพื่อนร่วมห้องแล็บใหม่อีก 3 คน

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเป็นนักวิจัยของผม